เมื่อวันที่ 15 ก.ย.รายการโหนกระแสวันนี้ ได้หยิบยกประเด็นปัญหาสำคัญที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก นั่นคือ “การอายัดบัญชีธนาคาร” โดยมีผู้เสียหายหลายรายถูกอายัดบัญชีเพียงเพราะเคยมีธุรกรรมทางการเงินไปเกี่ยวพันกับ “บัญชีม้า” โดยไม่รู้ตัว ทำให้หลายคนต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อจัดการคดีความที่ตนเองไม่ได้ก่อ และบางรายยังคงไม่สามารถใช้งานบัญชีได้จนถึงขณะนี้

คุณแมงป่อง อาชีพคนขับ Grab ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 เขาได้รับผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งจากคอนโดฯ ย่านพระราม 2 ไปยังวัดไร่ขิง ผู้โดยสารได้ขอให้เขาจอดรถรอพร้อมให้ค่าเสียเวลา 1,000 บาท และยังขอเลขบัญชีพร้อมเพย์ไป จากนั้นไม่นานก็มีการโอนเงินเข้ามา 780 บาท

ต่อมาในวันที่ 28 มีนาคม 2568 คุณแมงป่องสังเกตเห็นความผิดปกติในบัญชีธนาคารว่ายอดเงินคงเหลือกับยอดที่สามารถใช้งานได้ไม่เท่ากัน โดยมีเงินจำนวน 780 บาทที่ถูกล็อกไว้ เขาจึงโทรสอบถามธนาคารและพบว่าบัญชีถูกอายัดโดย สภ.เมืองภูเก็ต ทั้งที่เขาไม่เคยเดินทางไปภูเก็ตมาก่อน

หลังจากพูดคุยกับตำรวจเจ้าของคดี ทำให้ทราบว่ามีผู้เสียหายแจ้งความว่าถูกหลอกให้โอนเงิน 780 บาทเพื่อซื้อของ และเงินนั้นได้ถูกโอนเข้าบัญชีของคุณแมงป่อง ซึ่งตรงกับจำนวนเงินที่คุณแมงป่องได้รับจากผู้โดยสาร เขาจึงอธิบายความจริงให้ตำรวจฟังและดำเนินการโอนเงินจำนวน 780 บาทคืนให้ผู้เสียหายทันที ทำให้บัญชีกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

แต่ผ่านไปเพียง 1 เดือน ในวันที่ 7 พฤษภาคม บัญชีธนาคารทุกแห่งของคุณแมงป่องกลับถูกระงับอีกครั้งตามมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แม้ตำรวจเจ้าของคดีจะยืนยันว่าได้ปลดอายัดแล้ว แต่ระบบส่วนกลางก็ยังคงระงับการทำธุรกรรม ทำให้เขาต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปภูเก็ตเพื่อยื่นเอกสารและคัดสเตทเมนต์ด้วยตัวเอง

คุณแมงป่องให้ข้อมูลล่าสุดว่า ณ วันที่ 13 กันยายน มีเพียงบัญชีเดียวที่กลับมาใช้งานได้ แต่ยังไม่สามารถใช้แอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้งได้ ส่วนบัญชีธนาคารอื่น ๆ ยังต้องรอการอนุมัติอีกหลายสัปดาห์ เขาถึงกับเคยท้อแท้จนเกือบคิดสั้น เพราะปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตและการหางานอย่างหนัก

“ระบบการดำเนินการช้าไปหรือไม่? เพราะประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อน ใช้ชีวิตลำบากทั้งที่ไม่ได้ทำความผิด” คุณแมงป่องฝากคำถามไปยังตำรวจและหน่วยงานรัฐ

ด้านคุณตั๊ก เจ้าของร้านเสริมสวย ผู้เสียหายอีกราย เล่าว่า เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ลูกค้าได้สแกนจ่ายค่าบริการสักคิ้ว 1,200 บาท ต่อมาในเดือนเมษายนบัญชีของเธอก็ถูกอายัด เมื่อติดต่อไปธนาคารจึงทราบว่าลูกค้าคนดังกล่าวได้แจ้งความ “อายัดผิดบัญชี” โดยมีเจตนาอายัดบัญชีมิจฉาชีพ แต่กลับมาแจ้งอายัดบัญชีของเธอแทน แม้ลูกค้าจะแก้ไขข้อมูลและตำรวจได้ออกเอกสารให้ไปยื่นต่อธนาคารเพื่อปลดอายัดแล้ว แต่ธนาคารกลับปฏิเสธและโยนเรื่องกลับไปให้ตำรวจ ทำให้เธอต้องรออย่างไม่มีกำหนดเพื่อจะนำเงิน 300,000 บาท ที่อยู่ในบัญชีออกมาใช้จ่ายหมุนเวียนในร้าน.