เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ห้องประชุมโรงแรมเพชรรัชต์ การ์เด้น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด จัดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการ “ปักหมุดแผนที่พื้นที่เสี่ยงต่อการทุจริต” ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการ “จิตพอเพียงต้านทุจริต”

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคีเครือข่าย ป.ป.ช. พ.อ.ดร.สิน สีโสม ประธานโค้ช STRONG คณะโค้ชฯ นายจักรพรรณ ชินสมบัติ ประธานชมรม STRONG-จิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัดร้อยเอ็ด และคณะ ตลอดจนสื่อมวลชนและประชาชนเข้าร่วมกิจกรรม 200 คน โดยมี นายกุล ภาคเดียว ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดงาน นายวีระ ศรีคำ หัวหน้ากลุ่มงานป่องกันการทุจริต และ นายเศก บูรณวรศิลป์ เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการ ในนามคณะจัดงาน กล่าวรายงาน

โครงการ “ปักหมุดพื้นที่เสี่ยงต่อการทุจริต” เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีเป้าหมายสำคัญคือการเฝ้าระวังและรับแจ้งเบาะแสการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐทุกองค์กร ผ่านเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ โดยข้อมูลที่ได้รับจะถูกนำไปตรวจสอบ แสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการพิจารณาชี้มูลความผิดและดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม

ปีนี้กิจกรรมครอบคลุม 20 อำเภอทั่วร้อยเอ็ด ได้แก่ เมืองร้อยเอ็ด, เชียงขวัญ, โพธิชัย, หนองพอก, เมยวดี, โพนทอง, ศรีสมเด็จ, ธวัชบุรี, จังหาร, ทุ่งเขาหลวง, อาจสามารถ, พนมไพร, สุวรรณภูมิ, หนองฮี, โพนทราย, เกษตรวิสัย, ปทุมรัตน์, จตุรพักตรพิมาน, โพธิ์ชัย และเสลภูมิ

นอกจากการปักหมุดพื้นที่เสี่ยงแล้ว ยังมุ่งปลูกฝังจิตสำนึก “ไม่ทนต่อการทุจริต” ให้แก่ประชาชนและภาคีเครือข่าย STRONG-จิตพอเพียงต้านทุจริต ให้ร่วมเป็น “หู ตา และเสียง” ในการแจ้งเบาะแส พร้อมสร้างแรงขับเคลื่อนทางสังคมเพื่อป้องกันการทุจริตอย่างยั่งยืน

นายกุล กล่าวระหว่างเปิดงานว่า ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือหัวใจสำคัญ หากทุกคนลุกขึ้นมาร่วมสอดส่องและแจ้งข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา จะทำให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ร้อยเอ็ดเป็นจังหวัดที่โปร่งใส พร้อมเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่น

ทั้งนี้โครงการ “จิตพอเพียงต้านทุจริต” ในวันนี้ จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การประชุมเชิงปฏิบัติการเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานเครือข่ายเฝ้าระวังการทุจริต ที่จะช่วยให้ข้อมูลทุกเรื่องราวบนแผนที่เสี่ยง ถูกแปรเปลี่ยนเป็นคดีจริงเมื่อพบหลักฐานชัดเจน นำไปสู่การเอาผิดผู้กระทำความผิดและสร้างมาตรฐานธรรมาภิบาลในพื้นที่