เมื่อวันที่ 18 ก.ย. พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (โฆษก ทบ.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Dailynews Today ถึงกรณีสถานการณ์ตึงเครียดพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังประชาชนชาวกัมพูชาใช้อาวุธเข้ามารื้อทำลายลวดหนามที่ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้วางเอาไว้ ว่า สถานการณ์ตอนนี้ยังต้องเฝ้าระวัง เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้มาตลอดในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราจึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเพราะลักษณะที่มาชุมนุมกันมันไม่เป็นไปตามธรรมชาติ บางครั้งเราก็คิดว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาคงจะให้การสนับสนุนอยู่ด้วย
พล.ต.วินธัย กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือลักษณะท่าทีของการชุมนุมไม่ได้เป็นการมาขอชุมนุม แต่เป็นลักษณะของการก้าวร้าว มีการถือไม้ถืออาวุธต่าง ๆ มีการรื้อทำลาย พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ละเอียดอ่อน ฝ่ายไทยจึงต้องรอบคอบ เพราะเป็นการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจของฝ่ายไทยและชาวบ้านกัมพูชา อย่างน้อยเราก็ทำให้เห็นว่ามันไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหาร เพราะทางฝ่ายกัมพูชาโดยเฉพาะโฆษกฝ่ายกัมพูชา ที่มีการพูดว่าทหารไปกระทำกับประชาชน ซึ่งตามจริงไม่ใช่เพราะพื้นที่เกิดเหตุมันอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยชัดเจนอยู่แล้ว เราสามารถใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองดำเนินการได้
พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า จากสิ่งที่เกิดขึ้น เราจะเห็นได้ชัดว่าคำว่า “ความค่อยเป็นค่อยไป” ว่าเราแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร เราแก้ปัญหาตามหลักฝ่ายปกครอง เช่น มีการติดประกาศในพื้นที่ และทางผู้ว่าราชการจังหวัดของฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชามีการพูดคุยกันแล้ว ว่าฝ่ายไทยต้องมีการดำเนินการที่ถูกต้อง และมีการพูดคุยกันในระดับพื้นที่ มีการพูดคุยในที่ประชุมของระดับบริหารคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย–กัมพูชา (จีบีซี) หรือระดับหน่วยบริหารในพื้นที่ก็จะมีการแจ้งแล้วเช่นกัน ว่าต้องมีการจัดระเบียบอย่างจริงจัง เพราะแต่เดิมเราแก้ปัญหาด้วยการประท้วงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันไม่ถูกต้อง แต่ฝ่ายกัมพูชาก็เพิกเฉยมาโดยตลอดเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ในขณะนี้ทุกคนรู้แล้วว่าเราจำเป็นต้องเอาจริงเอาจัง เราจึงต้องเริ่มบังคับใช้กฎหมาย
พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า แต่กรณีที่เกิดขึ้นเราอาจจะยังไม่ถึงขั้นใช้กฎหมายเต็มรูปแบบ แต่เป็นเสมือนการเตือนว่าเราไม่ยอมที่จะมารื้อรั้ว รวมถึงยังมีการห้ามปรามอยู่ โดยมีการใช้แก๊สน้ำตาแต่มันยังอยู่ในหลักสากล เพราะท่าทีของฝ่ายกัมพูชาแสดงความก้าวร้าวและมีการทำร้ายเจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ หากมีเหตุการณ์อีกจะต้องมีมาตรการการยกระดับถึงขั้นจับกุม ย้ำว่าเราไม่อยากดำเนินการที่กระทำแล้วดูมีความเข้มข้นของการใช้กฎหมาย เราอยากใช้การพูดคุยกันให้คุยกันรู้เรื่อง มิเช่นนั้นจะดำเนินการใช้กฎหมาย
เมื่อถามว่าชาวกัมพูชาจะมีการปักหลักอยู่ในพื้นที่หรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า ชาวกัมพูชาสามารถรวมตัวได้อย่างรวดเร็วอยู่แล้วเพราะมีระบบในการสนับสนุนกันในเรื่องของการเคลื่อนย้าย แต่ในพื้นที่นี้ถึงแม้จะปักหลักหรือไม่ปักหลักอยู่ เราก็มีความพร้อมที่จะรองรับในสถานการณ์
ส่วนมีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวเยอะหรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ข้อมูลที่ตนได้รับมามีทั้งหมด 4 ราย ได้แก่ ฝ่ายปกครอง 1 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ 3 ราย โดยเป็นลักษณะโดนชาวกัมพูชาปาสิ่งของใส่
เมื่อถามย้ำว่าบ้านหนองหญ้าแก้วเป็นพื้นที่ของไทยหรือเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า
“เป็นพื้นที่ของไทย 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ฝ่ายกัมพูชามีการอ้างว่าจะกลับไปเอาพื้นที่ตัวเองคืน มันไม่ใช่พื้นที่ของตัวเอง เป็นพื้นที่ของประเทศไทยมาโดยตลอด ตัวเองอยู่ในพื้นที่ที่ผิดกฎหมายมาตลอด รัฐบาลกัมพูชาก็ไม่เคยแก้ไข ในขณะที่เราก็มีการประท้วง ส่วนการใช้แก๊สน้ำตาหรือกระสุนยางทำเพื่อป้องกันตัวจากชาวบ้านกัมพูชา ที่มีการตอบโต้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนการใช้อาวุธนั้นก็มีลำดับอยู่ซึ่งมีการแจ้งเตือนมาก่อนแล้ว”
เมื่อถามอีกว่าขณะนี้ที่มีชาวกัมพูชารุกล้ำและอาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จะมีแผนจัดการอย่างไร พล.ต.วินธัย กล่าวว่า
“ผมเชื่อว่าต้องออกอยู่แล้ว อยู่ในช่วงจัดระเบียบพื้นที่อยู่ ไม่เร็วก็ช้ายังไงก็ต้องออก ส่วนในพื้นที่ทับซ้อนก็เป็นอีกเรื่องที่อยู่ในระลอก 2 แต่พื้นที่ใดที่รุกล้ำมาชัดเจน ฝ่ายไทยต้องดำเนินการแต่ต้องอาศัยส่วนราชการหลายพื้นที่ที่อาจไม่ใช่ฝ่ายทหาร แต่ดำเนินการแน่นอน”
พล.ต.วินธัย กล่าวย้ำว่า ประชาชนต้องเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่ ส่วนเรื่องวิธีการปฏิบัติก็ต้องเป็นไปตามกติกาและหลักของสากล เพราะกัมพูชาจะใช้ช่องทางนี้ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่เป็นลบกับประเทศไทย เราจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป และเราสามารถช่วยกันได้ในเรื่องของการสื่อสารโดยติดตามข่าวสารจากหน่วยราชการ กองทัพบก และกองทัพภาคที่ 1 เป็นหลัก เพราะฝั่งกัมพูชาเองก็พยายามที่จะสื่อสารเป็นข้อมูลเท็จ เราจึงต้องเป็นกระบอกเสียงให้เสียงของเราไปถึงระดับนานาประเทศ



