จากกรณีร้อนระอุในวงการบันเทิงเมื่อวันที่ 18 ก.ย. รายการ “โหนกระแส” โดย หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย ได้หยิบยกประเด็น “ดาราฮุบกิจการ” ซึ่งพุ่งเป้าไปที่นักแสดงสาว ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง กับอดีตหุ้นส่วน พริม-ณัฐชา ชุณหะ และอดีตผู้จัดการส่วนตัว “ศสา” โดยเปิดเผยรายละเอียดเบื้องลึกความขัดแย้งในบริษัทเครื่องสำอาง “อินโนฟีน่า” ภายใต้แบรนด์ “Fleen Beauty” มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท

จาก “สัญญาใจ” สู่แบรนด์ Fleen Beauty
จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้มาจากคุณศสา (อดีตผู้จัดการออม) ที่ชวนคุณพริม ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจร่วมกับดารามาก่อน มาร่วมทำแบรนด์กับคุณออม โดยคุณศสาเป็นผู้การันตีด้วยตัวเองว่าสาวออมเป็นคนน่ารักและนิสัยดี ทำให้ทางพริมตัดสินใจร่วมทุนจนเกิดเป็นแบรนด์ Fleen Beauty

สัดส่วนการถือหุ้นเริ่มต้นแบ่งเป็น พริม 48%, ออม 48% และศสา 4% ซึ่งทางคุณศสาเผยว่าในตอนแรกจะถือหุ้น 10% แต่ถูกลดลงมาเหลือเพียง 4% โดยในช่วงเริ่มต้นนี้ พริมยอมให้ออมมีหุ้นเท่ากัน เนื่องจากกระบวนการทำงานเริ่มเดินหน้าไปแล้ว และได้ใช้เครดิตของพริมในการดำเนินการล่วงหน้าไปก่อน

จากซื้อขายหุ้นลับๆ สู่กล่าวหา “ฮุบกิจการ”
ปัญหาเริ่มปะทุขึ้นเมื่อ “ออมตัดสินใจขอซื้อหุ้น 4% ของศสา” โดยให้เหตุผลว่าบริษัทขาดทุน และกล่าวหาว่าพริมไม่เก่งในการบริหารและนำเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัว การซื้อขายหุ้นดังกล่าวเป็นความลับ โดยมีการเซ็นสัญญาห้ามศสาเปิดเผยเรื่องนี้กับพริม ถ้าฝ่าฝืนจะถูกปรับ 500,000 บาท การซื้อหุ้นนี้ทำให้สัดส่วนเปลี่ยนเป็นออม 52% และพริม 48%
ภายหลังพริมทราบเรื่องนี้ในที่ประชุมบริษัท และพบว่าบริษัทมีผลกำไรกว่า 4 ล้านบาท ไม่ได้ขาดทุนอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นการซื้อหุ้นแบบฉ้อฉลและปกปิดข้อมูล ซึ่งต่อมาพริมถูกปลดออกจากตำแหน่งกรรมการและถูกตัดสิทธิในการเข้าถึงระบบบริษัทหลายอย่าง เช่น บัญชีหลังบ้านและโซเชียลมีเดียของแบรนด์ รวมถึงไม่มีสิทธิรับเงินปันผลและไม่ถูกเชิญไปงานอีเวนต์ของแบรนด์

นอกจากนี้ ในที่ประชุมบริษัทยังมีการอนุมัติให้ออมเป็นพรีเซ็นเตอร์ของแบรนด์ด้วยค่าตัวสูงถึง 9.5 ล้านบาท ซึ่งทนายความของพริมชี้ให้เห็นว่ามีการ “แตกหุ้นบริษัทให้คนในครอบครัว” เพื่อให้สามารถโหวตในเรื่องนี้ได้ ขณะที่พริมยืนยันว่าตอนเริ่มต้นธุรกิจนั้น ตกลงกันว่าจะไม่มีค่าตัวสำหรับทุกคน
เปิดคำชี้แจงสองฝ่าย
ฝั่งออม สุชาร์
-สาวออมโพสต์ผ่านไอจีสตอรี่ว่า “เกิดมาไม่เคยโกงใคร” และยืนยันว่าจะต่อสู้ตามกฎหมาย
-ผู้จัดการส่วนตัวของออมโพสต์สนับสนุนว่าออมทำงานอย่างเต็มที่และไม่มีเหตุผลที่จะโกง
-แอมป์ พิธาน (แฟนของออม) ได้ชี้แจงประเด็นต่างๆ เพื่อโต้แย้งข้อมูลที่ถูกเปิดเผยในรายการ โดยยืนยันว่าบัญชีของบริษัทสามารถเข้าถึงได้และมีกลุ่มไลน์พูดคุยกันตลอด พร้อมทั้งกล่าวหาว่าคุณพริมเป็นฝ่ายโจมตีผ่านโซเชียลก่อน และเรื่องค่าพรีเซ็นเตอร์นั้นมีการอนุมัติแต่ยังไม่มีการจ่ายเงิน
-‘ออม สุชาร์’ โต้เดือดปมฮุบธุรกิจ100ล้าน ลั่นบทเรียนครั้งใหญ่เพราะเลือกคบคนผิด!



ฝั่งพริม ณัฐชา
-พริมยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเองผ่านโซเชียลมีเดียด้วยข้อความ “Truth” และ “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย”
-ยืนยันว่าออมทราบตั้งแต่แรกแล้วว่าเธอทำแบรนด์ RAD มาก่อน และการทำธุรกิจคนละแบรนด์ไม่ใช่การค้าแข่งเพราะสินค้าเป็นคนคิดสูตรเองทั้งหมด
-พริมต้องการให้มีการซื้อขายหุ้นจริงในราคาที่เป็นธรรม โดยมีบริษัทกลางเข้ามาประเมินมูลค่าบริษัทที่แท้จริง



ดราม่าบานปลาย!
สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อนางเอกสาวชื่อดัง “คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส” ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างดุเดือดผ่านอินสตาแกรมสตอรี่ หลังจากที่คุณศสา (อดีตผู้จัดการของออม) ได้กล่าวอ้างในรายการ “โหนกระแส” ว่าตนเองเคยเป็นผู้จัดการของคิมเบอร์ลี่มาก่อน
หลังจากรายการออกอากาศไม่นาน คิมเบอร์ลี่ได้โพสต์ข้อความโต้กลับอย่างชัดเจนว่า “ได้โปรดอย่าอ้างชื่อคิมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของตัวเอง หรือเพื่ออะไรก็ตามแต่ค่ะ.. จบกันไปเกิน 10 ปี จบแบบนี้ดีมากแล้วนะคะ ตอนนั้นเด็กมาก แต่ตอนนี้โตแล้ว อย่าให้ได้ยินชื่อคิมออกมาอีกค่ะ ต่างคนต่างอยู่ค่ะ ขอบคุณนะคะ” การออกมาฟาดกลับครั้งนี้ยิ่งทำให้กระแสข่าวร้อนแรงขึ้นไปอีก และเป็นที่จับตาของสังคมว่าดราม่ามหากาพย์นี้จะจบลงอย่างไร
-‘คิมเบอร์ลี่’ โต้กลับ ‘ศสา’ อดีตผจก. หลังอ้างชื่อในรายการ ลั่นจบไป 10 ปีแล้ว อย่าให้ได้ยินอีก!

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ยังคงเป็นคดีความที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันว่ามีหลักฐานพร้อมสู้คดี.. ซึ่งแม้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะยังไม่จบ แต่ในแง่ทางธุรกิจ “ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา” ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ได้ให้ข้อคิดสำคัญกลางรายการโหนกระแสว่า “ทุกกิจกรรมในการทำธุรกิจ อย่าทำสัญญาด้วยใจ” เพราะใจคนเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ทุกอย่างควรต้องมีหลักฐานเป็นกระดาษและลายเซ็นที่ชัดเจน “ธุรกิจ ไม่มีมิตรแท้” และ “กฎหมายกับมารยาทและศีลธรรมเป็นคนละเรื่องกัน” การมีหลักฐานและข้อมูลที่รัดกุมคือสิ่งสำคัญที่สุดในการต่อสู้ทางกฎหมาย..



