หลังจากตกเป็นที่จับตามองของคนทั้งประเทศ สำหรับกรณีที่นักร้องหนุ่ม “ติณติณ นิวคันทรี่” และ “ฟารีดา เอลิซ่าเบธ ที” ตกลงเลื่อนวันนัดหมายเพื่อจูงมือกันเข้าตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (DNA) ไวขึ้นเป็นวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569 นี้ เพื่อหาข้อเท็จจริงปมลูกในท้อง ท่ามกลางกระแสสังคมที่ตั้งคำถามว่า “อายุครรภ์เท่านี้จะตรวจวิธีไหน?”, “ปลอดภัยไหม? และ “ต้องรอกี่วันถึงจะรู้ผล?”
ปัจจุบันคาดว่าอายุครรภ์ของ ฟารีดา ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 17-18 สัปดาห์ ซึ่งสำหรับอายุครรภ์ 18 สัปดาห์ ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความพร้อมอย่างมากในการเลือกวิธีตรวจ DNA ของทารกในครรภ์ โดยในปัจจุบันมีวิธีการตรวจหลักๆ 2 รูปแบบ ซึ่งมีข้อดี ข้อจำกัด ระยะเวลา และระดับความปลอดภัยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
โดย การตรวจครรภ์ของฟารีดาในครั้งนี้ ใช้วิธีที่ 1 : การตรวจจากเลือดมารดา (NIPPT – Non-Invasive Prenatal Paternity Test) วิธีนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่รุกล้ำทารกในครรภ์ มีความปลอดภัยสูงมากและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน สามารถรู้ผลได้ก่อนคลอดโดยไม่ต้องเจาะน้ำคร่ำ
วิธีการตรวจ: ทำการเจาะเก็บเลือดดำจากแขนของคุณแม่เพียงประมาณ 10 มิลลิลิตร เพื่อนำเศษดีเอ็นเอของลูกที่ปะปนอยู่ในกระแสเลือดแม่ (Cell-free fetal DNA) มาแยกและวิเคราะห์ ร่วมกับการป้ายเก็บเยื่อบุกระพุ้งแก้ม (Buccal Swab) ของผู้ที่คาดว่าเป็นคุณพ่อ โดยใช้เทคโนโลยี Next-Generation Sequencing (NGS) ร่วมกับการวิเคราะห์เครื่องหมายทางพันธุกรรม (SNPs) หลายพันตำแหน่ง เพื่อประเมินความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างพ่อและลูกอย่างแม่นยำ (สามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 9 สัปดาห์ขึ้นไป)
ระยะเวลาทราบผล : รายงานผลตรวจแบบเป็นทางการมักออกภายใน 10 ถึง 14 วันทำการ (หรือสูงสุดไม่เกิน 21 วัน ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของห้องปฏิบัติการ) หรือโดยทั่วไปจะทราบผลภายในประมาณ 14-18 วัน
อันตรายไหม? (ระดับความปลอดภัย) : ปลอดภัยสูงและไม่มีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์จากการเก็บตัวอย่างเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากเป็นเพียงการเจาะเลือดคุณแม่ตามปกติ จึงไม่มีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร
ความแม่นยำและราคา : ให้ผลแม่นยำสูงเทียบเท่ากับการตรวจหลังคลอด โดยมีความแม่นยำมากกว่า 99.9% ถึง 99.99% มีค่าบริการรวมค่อนข้างสูง อยู่ที่ประมาณ 34,800 บาท และโดยส่วนใหญ่การตรวจวิธีนี้จะใช้เพื่อความสบายใจของครอบครัว ไม่สามารถนำรายงานผลไปใช้อ้างอิงเพื่อฟ้องร้องหรือใช้ในชั้นศาลได้
รู้หรือไม่? : เทคโนโลยีการตรวจ DNA จากเลือดคุณแม่ ไม่ได้ใช้เฉพาะการตรวจความสัมพันธ์พ่อลูกก่อนคลอดเท่านั้น แต่ยังเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานเดียวกับที่ใช้ในการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารก เช่น กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome หรือ Trisomy 21) อีกด้วย ปัจจุบันจึงไม่จำเป็นต้องรอจนคลอด และไม่จำเป็นต้องใช้การเจาะน้ำคร่ำอีกต่อไป

วิธีที่ 2: การตรวจจากการเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis) วิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐานทางการแพทย์แบบดั้งเดิมที่ต้องอาศัยหัตถการทางการแพทย์ในการเก็บตัวอย่าง
วิธีการตรวจ : สูติแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษเจาะผ่านผนังหน้าท้องของคุณแม่ โดยทำงานร่วมกับการอัลตราซาวด์ดูตำแหน่งทารกอย่างใกล้ชิด เพื่อดูดน้ำคร่ำปริมาณเล็กน้อย (ซึ่งมีเซลล์ผิวหนังและสารคัดหลั่งของทารกปะปนอยู่) ออกมาสกัดดีเอ็นเอเพื่อส่งตรวจวิเคราะห์
ช่วงเวลาที่เหมาะสม : อายุครรภ์ 18 สัปดาห์ถือเป็นช่วงเวลาที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุด เนื่องจากทางการแพทย์แนะนำให้ทำการเจาะน้ำคร่ำในช่วงสัปดาห์ที่ 15 ถึง 20 ของการตั้งครรภ์ (โดยเฉพาะช่วง 15-18 สัปดาห์) เพราะเป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำคร่ำมากพอ และเยื่อหุ้มครรภ์เชื่อมติดกันอย่างสมบูรณ์แล้ว
ระยะเวลาทราบผล : โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 14 ถึง 21 วันทำการ ทั้งนี้ หากเป็นการตรวจวิเคราะห์สายตรงกับโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่อย่างโรงพยาบาลรามาธิบดี อาจใช้เวลานัดฟังผลสมบูรณ์ประมาณ 4 ถึง 6 สัปดาห์
อันตรายไหม? (ระดับความปลอดภัย) : มีความเสี่ยงทางสรีรวิทยาอยู่บ้างแต่ต่ำมาก โดยการเจาะน้ำคร่ำมีความเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดการแท้งบุตรได้ประมาณ 0.3% ถึง 0.5% นอกจากนี้อาจมีภาวะแทรงซ้อนชั่วคราวอื่นๆ ที่อาจพบได้หลังการเจาะภายใน 24-48 ชั่วโมง เช่น มีน้ำคร่ำรั่วซึม หรือการติดเชื้อในถุงน้ำคร่ำ แต่หากทำโดยสูติแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญร่วมกับการใช้อุปกรณ์อัลตราซาวด์ประสิทธิภาพสูง ความเสี่ยงเหล่านี้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อดีและราคา : อัตราค่าบริการสำหรับหัตถการเจาะน้ำคร่ำส่งตรวจโครโมโซมจะเริ่มต้นที่ประมาณ 9,900 บาทขึ้นไป เหมาะสำหรับกรณีที่ต้องการผลเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการทางกฎหมาย เช่น การฟ้องร้องรับรองบุตร หรือสิทธิในมรดก นอกจากนี้ยังสามารถตรวจวินิจฉัยคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารก (เช่น ดาวน์ซินโดรม) หรือโรคทางพันธุกรรมรุนแรงไปพร้อมกันได้เลย
บทสรุปคำแนะนำสำหรับอายุครรภ์ 18 สัปดาห์ของคุณแม่
หากต้องการเน้นเรื่องความปลอดภัยสูงสุด ไม่อยากแบกรับความเสี่ยงแท้งแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว และตรวจเพื่อความสบายใจในครอบครัว แนะนำให้เลือกตรวจวิธี NIPPT (เจาะเลือดแม่) หลายคนอาจยังเข้าใจว่า การตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อระหว่างตั้งครรภ์ จำเป็นต้อง “เจาะน้ำคร่ำ” ซึ่งอาจทำให้กังวลเรื่องความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีทางพันธุกรรมได้พัฒนาไปอีกขั้นแล้ว
ทางด้านของ “ฟารีดา” ได้ตัดสินใจเลือกใช้วิธีการตรวจในรูปแบบที่ 1 คือ การตรวจจากเลือดมารดา (NIPPT) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์สูงสุด 100% โดยหลังจากสิ้นสุดขั้นตอนการเก็บตัวอย่างเลือดในวันนี้แล้ว จะมีการส่งผลตรวจและตัวอย่างทั้งหมดไปเข้ากระบวนการวิเคราะห์อย่างละเอียดที่ห้องปฏิบัติการ ณ ประเทศฮ่องกง และจะใช้เวลาในการรอคอยสายสืบโซเชียลนับถอยหลัง โดยจะรู้ผลตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกที่ชัดเจนภายใน 14 วัน งานนี้แฟนๆ ปักหมุดรอบทสรุปความชัดเจนพร้อมกันได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : OB&GYN MEDCMU, healthsmile, dnaconsult, Bangkok Cytogenetics Center



