มหากาพย์ดราม่าระเบิดบอมบ์วงการเพลงลูกทุ่ง ระหว่างหญิงสาวคู่กรณี “ฟารีดา เอลิซาเบธ ที” และนักร้องหนุ่มดาวรุ่ง “ติณติณ-จรัสรวี เทียมรัตน์” สมาชิกวง New Country ที่ล่าสุดเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ทั้งคู่ได้เดินทางเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความจริงทางวิทยาศาสตร์แล้ว โดยทั้งสองฝ่ายได้เดินทางมายัง คลินิกบางกอก ไซโตเจเนติกซ์ เซ็นเตอร์ เทคนิคการแพทย์ เพื่อเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (DNA) ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนที่มารอติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการเก็บตัวอย่างผลพิสูจน์ ฟารีดา ได้ออกมาเปิดใจและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความพร้อมและสภาพจิตใจในวันนี้ โดยเธอเผยว่า
วันนี้เรามีความพร้อมมากๆ เลยค่ะ วันนี้ ถามว่ากังวลไหมกับผลที่จะออกมาหลังจากนี้ 14 วัน ไม่เลยค่ะ ความมั่นใจของเรามั่นใจมากค่ะ วันนี้ถือว่าเป็นการเจอกันครั้งแรกตั้งแต่เกิดเรื่อง ถามว่าได้มีการพูดคุยหรือทักทายยังไงกันบ้าง ยังไม่ได้เจอกันเลยค่ะ ต่างคนต่างเข้าไปตรวจคนละรอบ พอหนูตรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยังไม่ได้เจอใครค่ะ
ส่วนคุณนีโอ ถามว่าเขาได้มีการทักทายหรือพูดคุยอะไรกับเราไหม ไม่มีค่ะ สำหรับสภาพจิตใจตอนนี้ พูดตรงๆ ว่าสภาพจิตใจแย่มากค่ะ เหมือนหลายๆ อย่างมันทำให้หนักใจด้วยค่ะ ถามว่ามีวิธีการรับมือยังไงบ้างกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้น หนูไม่ได้เข้าโซเชียลเลยค่ะ ไม่เห็นข่าว ไม่เห็นอะไรเลย หนูเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง แล้วก็โฟกัสกับน้องในท้องมากกว่าค่ะ ถ้าถามถึงว่าได้กลับไปดูสิ่งที่เราไปออกโหนกระแสล่าสุดไหม ก็ไม่ได้ย้อนกลับไปดูเลยค่ะ
หลายคนมองว่าความจริงมันค่อนข้างที่จะไม่มีน้ำหนัก คือหนูพูดความจริงทุกอย่าง แล้วแต่คนจะเชื่อไม่เชื่อ อันนี้ก็แล้วแต่ค่ะ แต่ว่าถามว่าไม่มีคนเชื่อ มันมีคนเชื่อ หนูก็ฟังในคอมเมนต์ที่ดี กับคอมเมนต์คนเชื่อดีกว่า ไม่อยากเอาอะไรท็อกซิกเข้าตัวเอง เพราะตอนนี้หนูก็ไม่อยากเครียดเยอะ ถามว่าวันนั้นทำไมเราถึงตัดสินใจไปออกอีกครั้ง ทั้งๆ ที่มีหลายคนออกมาแย้งว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง ตอนนั้นหนูกล้าที่จะพูดความจริง ก็เลยตัดสินใจไปออกอีกรอบหนึ่ง ให้มันเคลียร์จบไปเลยในเทปนั้น

ส่วนพี่หนุ่มให้คำแนะนำว่าให้พูดความจริงออกมาเลย ซึ่งตอนนั้นหนูยอมรับตรงๆ ว่าเครียด เพราะหนูไม่อยากพูดหรือเอ่ยถึงบุคคลอื่นแล้ว อยากให้มันจบ ไม่อยากให้มันสาวต่อ เพราะหนูเองก็อยากใช้ชีวิตปกติแล้วค่ะ คือสิ่งที่พี่หนุ่มสอน ตอนนี้หนูก็คิดได้แล้วค่ะ ก็เลยเหมือนมองโลกเปลี่ยนไปเยอะเลยค่ะ พอออกรายการไป มีคนออกมาแฉอีกเรื่องหนึ่ง ที่บอกว่าเราไม่ได้เป็นครั้งแรกที่อ้างว่าท้อง ถามว่าอยากจะเคลียร์ตรงนี้ยังไงบ้าง ถ้าประเด็นนี้ขอไม่พูดถึงดีกว่าค่ะ อยากให้มันจบเลยค่ะ
ถามว่ารู้จักเขาใช่ไหม คนที่ออกมา รู้จักจริงๆ เคยไปทำงานด้วยกัน แต่ว่าไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้แล้วจริงๆ ค่ะ เพราะตอนนี้หนูอยากโฟกัสแค่ดีเอ็นเอกับตัวน้องอย่างเดียวค่ะ การที่เราโฟกัสเรื่องดีเอ็นเอ ส่วนผลตรวจหนูมั่นใจค่ะ มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะว่ามันเป็นอย่างที่หนูคิดค่ะ พี่เขาเป็นพ่อเด็กค่ะ
วันนี้ก็ไม่มีอะไรจะพูดถึงเขาแล้วค่ะ ถามว่าถ้าผลไม่ได้เป็นแบบนั้น เตรียมรับมือยังไงบ้าง ก็เรื่องกระแสสังคมอย่างเดียวเลยค่ะ แต่ว่าหนูมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ มั่นใจว่าพี่เขาเป็นพ่อเด็ก 100% แต่มันก็จะมีประเด็นตรงที่ตรวจครรภ์ เหมือนว่าไปก๊อบมาจากอันอื่น ยืนยันว่าเราตรวจเองกับมือค่ะ ถามว่าได้คุยกับคุณพ่อหรือยัง ที่บอกในรายการว่าเอาภาพมาจากคุณพ่อ แล้วมาลงเขารู้ไหมว่ายังไงบ้างกับภาพที่ พ.ศ. ไม่ตรงกัน คือพ่อหนูเขาเป็นคนถ่ายเองกับมือเลยค่ะ ที่โรงพยาบาล ตัวฟาก็ยังมั่นใจค่ะ ไม่ได้มีการตัดต่อ ไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นเลยค่ะ
ส่วนโซเชียลตอนนี้ก็มีเปิดไอจีบ้าง แต่ก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ แล้วก่อนหน้านี้ที่เราเข้าโรงพยาบาลไป อันนี้ขอชี้แจงก่อนว่าที่ลงว่า บางคนเข้าใจผิดว่าน้ำคร่ำแตก เพราะว่ามันเป็นคำวินิจฉัยของพี่ในแอมบูแลนซ์ พอไปตรวจดูจริงๆ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ มันเลยมีการกระทบกระเทือนถึงน้อง ทำให้ปวดท้องแล้วก็เกร็งค่ะ

ตอนนี้ความสมบูรณ์ของเด็ก จากการไปรีเช็กล่าสุด แข็งแรงค่ะ ได้บอกกับลูกเราไหมว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ วันนี้ตัวเองจะต้องมาทำแบบนี้ ก็บอกเขาว่าจะเป็นแม่ที่ดีที่สุดให้เขา กลัวว่าเขาออกมาแล้วจะโดนเหมือนหนู หนูจะปกป้องเขาให้ดีที่สุดค่ะ
ฟารีดาได้เผยต่อว่า “ส่วนเพศลูกเป็นลูกสาวค่ะ ความรู้สึกพอทราบผลว่าได้ลูกสาว ก็ไม่อยากให้เขามาเจออะไรเหมือนหนู ความกังวลของหนูเลยคือหนูกลัวว่าวันที่เขาคลอดออกมา หนูกลัวสังคมจะมาลงกับลูก เพราะว่าหนูไม่อยากให้ทุกคนมาด่าเด็ก เพราะเขาไม่รู้เรื่องด้วย อยากให้มันจบแค่ตรงนี้จริงๆ เพราะหนูเองก็อยากกลับไปทำงาน อยากกลับไปใช้ชีวิต ซึ่งหนูขอโอกาสสังคมไปหลายรอบมากๆ เรื่องการที่หนูอยากจะกลับไปทำงาน แต่มันเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะมันมีคนคอยโจมตีอยู่ตลอดเวลา
ทุกวันนี้หนูหยุดแล้ว หนูไม่เข้าใจคนพวกนั้นว่าทำไมถึงยังกลับมาขุดอีก ทำไมถึงกลับมาโจมตีทำร้าย ซึ่งบางคนเป็นคนที่หนูไว้ใจที่สุด แต่เขาเลือกที่จะกลับมาทำแบบนี้กับหนูด้วยซ้ำ หนูอยากจะขอโอกาสสังคมอีกครั้งหนึ่้งจริงๆ ว่าขอโอกาสให้หนูได้กลับไปทำงานได้ไหม คือตอนนี้หนูพูดตรงๆ ว่าหนูก็อยากกลับไปทำงาน เพราะหนูกลัวไม่มีเงินถึงคลอด แต่มีงานติดต่อเข้ามา แต่หนูไม่กล้ารับ เพราะด้วยกระแสดราม่าเนี่ย หนูเป็นผลกระทบต่อแบรนด์เขาด้วยค่ะ
ส่วนบทเรียนที่ได้จากครั้งนี้ ก็ไม่ควรไว้ใจคนรอบตัวบางคนค่ะ ความคิดที่บอกว่าจะหนีไปอยู่ต่างประเทศ ตอนนี้ก็ยังมีอยู่เล็กน้อย เพราะว่าถ้าสมมุติกระแสสังคมมันยังไม่นิ่งพอ หนูอาจจะต้องหาฮีลใจตัวเองด้วยวิธีนี้แหละค่ะ ถามว่าวันนี้สูญเสียอะไรไปแล้วบ้าง ก็เสียใจ สุขภาพจิตใจอันดับแรก ส่วนเรื่องปรึกษาแพทย์ ยังไม่ได้ไปปรึกษาแพทย์เรื่องสุขภาพจิตใจเลยค่ะ เพราะพูดตรงๆ ว่าหนูยังไม่พร้อมเล่าให้แพทย์ฟังด้วยซ้ำ แล้วก็เสียคนรอบข้างไปหลายคน เพราะมันทำให้เรารู้ว่าบางคนเขาไม่ได้อยู่ข้างเราจริงๆ อย่างเช่นที่มีประเด็น ตอนนี้ก็มีเพื่อนซัพพอร์ต เพื่อนที่อยู่ข้างๆ หนูจริงๆ กับทีมของหนู
แล้วเรื่องที่เขาอยากได้ลูกไปเลี้ยงเอง หนูก็ยังยืนยันว่าไม่ให้ค่ะ คิดว่าวันนี้จะมีข้อสรุปไหม ถ้าได้คุยกับเขา อย่างที่เราตั้งใจว่าอยากเจอหน้าเขาและคุยกัน 2 คน อันนี้ยังตอบไม่ได้เพราะหนูยังไม่ได้เจอเขาเลย ถ้าเจอเขาคำแรก ก็คงคุยเรื่องนี้เป็นประเด็นหลักมากกว่า คิดว่าเขาจะคุยกับเราไหม ก็น่าจะไม่ค่ะ คือยืนยันว่าอยากให้เขาเป็นแค่พ่อของลูกสาวเราในท้องเราแค่นั้นค่ะ ไม่ได้อยากมีสถานะอะไรแล้ว ถามว่าได้ปรึกษาทนายไหมว่าจะต้องดำเนินทางกฎหมายยังไง ถ้าเป็นลูกเขาจริงๆ มีปรึกษาไว้บ้างแล้วค่ะ ส่วนกังวลหรือกลัวไหมว่าจะโดนฟ้องกลับ ถ้ามันไม่เป็นตามนั้น ก็ต้องยอมรับตามผลค่ะ”




