เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ หรืออี้ ประธานชมรมสันติประชาธรรม นำผู้เสียหายหลายรายเข้าติดตามความคืบหน้า 3 คดี และอีก 1 เรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยเปิดเผยว่า คดีที่ 1.คดีที่มีการหลอกลวงลงทุนในนามบริษัทแห่งหนึ่ง โดยพาผู้เสียหายที่เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม เนื่องด้วยมีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง สร้างความเสียหายรวมกว่า 500 ล้านบาท โดยนักการเมืองชายรายนี้มีพฤติการณ์ชักชวนให้ไปลงทุน ด้วยหน้าตาชื่อเสียง จึงขอให้สอบปากคำพยานเพิ่มเติม และอยากให้เร่งรัดคดีว่าจะสามารถดำเนินการเพิ่มเติมได้หรือไม่อย่างไร เพราะนักการเมืองชายรายนี้มีพฤติการณ์หลายอย่างที่เชื่อมโยงกับคดีพยายามฉ้อโกงในคดีดังคดีหนึ่งด้วย แม้ว่ามีผู้ต้องหาหลายรายถูกดำเนินคดีไปแล้วก็ตาม แต่ตนก็อยากให้นักการเมืองชายรายนี้ได้ถูกพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ดร.แทนคุณ เผยอีกว่า อีกทั้งก่อนหน้านี้มีการกล่าวอ้างถึงพนักงานอัยการว่าสามารถเคลียร์คดีวิ่งเต้นคดีได้หรือไม่ ซึ่งสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้เสียหาย ว่าถ้าหากมีนักการเมืองเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม จะทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นได้อย่างไร 2.คดีหลอกลงทุนธุรกิจสปอร์ตอาบิตทราจ ซึ่งเป็นคดีที่ผู้เสียหายรอมานานกว่า 6 ปีแล้วมีความคืบหน้าน้อยมาก 3.คดีนายแพทย์บุญ ที่มีการหลอกลวงผู้เสียหายจำนวนมากให้ลงทุนในโครงการเวลท์เนส แต่ยังคงเหลือในส่วนของผู้ต้องหาตัวการหลักอย่างนายแพทย์บุญ ที่หลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถติดตามจับกุมตัวกลับมาดำเนินคดีได้ ในขณะที่ภรรยาและบุตรสาวของนายแพทย์บุญ ยังได้มีการมอบหมายให้ทนายความฟ้องดำเนินคดีกับผู้เสียหายที่ไปแจ้งความดำเนินคดีว่าเป็นการฟ้องเท็จ ซึ่งตนมองว่าเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่

ดร.แทนคุณ เผยว่า ตนขอขยายความเพิ่มเติมในส่วนของคดีแรก เนื่องจากผ่านมากว่า 3 ปีแล้ว ทราบว่าได้มีผู้เสียหายทยอยเข้าชี้ตัวผู้ที่มาชักชวนลงทุนและได้มีการให้ถ้อยคำพยานแก่พนักงานสอบสวนแล้ว จึงอยากให้ดีเอสไอออกหมายเรียกพยานแก่บุคคลนั้นเพื่อเข้าให้ข้อมูลข้อเท็จจริง หรือถ้าหากพบพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีการกระทำความผิด ว่ามีการชักชวนลงทุนจริง และปรากฏผู้เสียหายแล้ว ก็ขอให้ดีเอสไอขอศาลออกหมายจับแทน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมามีการยืนยันจากผู้เสียหายจำนวนมากว่าเห็นบุคคลดังกล่าวอยู่ในงานของโครงการจริง มีการขึ้นเวทีพูดชักชวนลงทุน ซึ่งก็ถือว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ระบุพฤติการณ์ได้ว่านักการเมืองชายรายนี้มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ทำให้เกิดความเสียหายและผู้เสียหายจำนวนมากจากการหลงเชื่อลงทุน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาปรากฏชื่อของนักการเมืองชายรายนี้ตามหน้าข่าวมาโดยตลอดแต่ไม่เห็นความคืบหน้าในสำนวน ซึ่งตนก็ทราบว่าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่รับผิดชอบคดีนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม จึงคาดว่าในปี 2569 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษอาจจะสามารถสรุปสำนวนสั่งฟ้องได้บ้าง

ดร.แทนคุณ เผยต่อว่า สำหรับคดีหลอกลงทุนธุรกิจสปอร์ตอาบิตทราจ อย่างที่บอกว่าเป็นคดีที่มีการดำเนินการผ่านมานานกว่า 6 ปี และอยู่ในขั้นตอนที่จะสรุปสำนวนพร้อมความเห็นทางคดีส่งให้กับพนักงานอัยการ แม้มีความคืบหน้าประมาณหนึ่ง แต่ก็จะต้องติดตามดูต่อไปว่าจะมีการดำเนินการทางคดีกับรายใดบ้าง พอทราบว่าคนกระทำความผิดบางคนก็หลบหนีไปยังต่างประเทศ และตนมักสังเกตว่าคดีฉ้อโกง หรือคดีแชร์ลูกโซ่ ผู้ต้องหามักหลบหนีเมื่อรู้ตัวว่าจะถูกแจ้งข้อหากระทำความผิด ซึ่งการหลบหนีของผู้ต้องหาตัวการหลักสำคัญเช่นนี้ เป็นการทำให้กระบวนการยุติธรรมหยุดชะงักไปด้วยหรือไม่ ตนอยากให้มีกลไกความยุติธรรมทางอาญาที่เราควรสามารถระงับยับยั้งการหลบหนีของผู้กระทำความผิด ถ้าเราไม่สามารถยับยั้งการหลบหนีของบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีได้ ผู้ทำความผิดก็จะหลบหนีไปอีกหลายปี แต่ความทุกข์ของผู้เสียหายก็ยังคงอยู่

ดร.แทนคุณ เผยด้วยว่า ส่วนคดีของนายแพทย์บุญที่มีการหลอกลวงผู้เสียหายจำนวนมากให้ลงทุนในโครงการเวลท์เนส (Wellness) สร้างความเสียหายกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งคดีนี้ก็อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ผ่านมามีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดไปแล้วบางส่วน เหลือเพียงแค่การหลบหนีของตัวการสำคัญอย่างนายแพทย์บุญ ที่ทราบว่าอยู่ระหว่างหลบหนีในประเทศเพื่อนบ้าน และโครงการลงทุนต่าง ๆ จะมีทั้งการลงทุนจริงบ้างและไม่จริงบ้าง แต่ในส่วนที่ไม่สามารถลงทุนได้จริง ก็มักจะอ้างว่าเป็นการขาดทุน แล้วก็ออกตั๋วสัญญาใช้เงินแก่ผู้เสียหายทำเหมือนเป็นสัญญาค้ำประกันให้แก่ผู้เสียหาย แต่สิ่งที่ตนรับไม่ได้คือการที่ภรรยาและลูกสาวของนายแพทย์บุญได้มอบหมายให้ทนายความไปแจ้งความผู้เสียหายว่าเป็นการแจ้งความเท็จ สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นตนมองว่ามันคือความยุติธรรมที่ค่อนข้างล่าช้า โดยเฉพาะการไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ ทั้งยังปล่อยให้มีการไล่ฟ้องปิดปากคนอื่นหรือไม่ นี่คือปัญหาที่เราต้องติดตามต่อเนื่องไม่ใช่เพียงแค่เป็นคดีในกระแส เราจะต้องช่วยปกป้องสิทธิของผู้เสียหาย

ดร.แทนคุณ กล่าวอีกว่า มีอีกหนึ่งเรื่องที่ตนและผู้เสียหายพยายามผลักดันขับเคลื่อนให้เป็นคดีพิเศษ คือ กรณีของบริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป ซึ่งทราบว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และตนขอย้ำว่าไม่ใช่การกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้กระทำความผิด เขายังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เพียงแค่ว่าได้มีผู้เสียหายจำนวนหนึ่งมาร้องทุกข์กับดีเอสไอ และเข้าเกณฑ์ที่จะพิจารณารับเป็นคดีพิเศษได้ เนื่องจากมีผู้เสียหายเกิน 300 ราย มูลค่าความเสียหายเกินกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งประเมินแล้วความเสียหายโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท โดยจำนวนความเสียหายเหล่านี้แบ่งเป็นความเสียหายของรายย่อยและรายใหญ่ ซึ่งทราบว่าผู้เสียหายได้มีการเดินทางเข้ามาทยอยยื่นเอกสารและพยานหลักฐานให้กับดีเอสไอแล้ว