จากกรณีที่ครอบครัวและญาติออกมาร้องเรียนต่อสื่อมวลชน ว่านายเจริญ แสงแก้ว หรือลุงเริญ อายุ 60 ปี มีอาการ หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ล้มศีรษะกระแทกพื้น แต่ยังมีลมหายใจ เหตุเกิดในที่ทำงาน ภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง ใน อ.วังวิเศษ จ.ตรัง วันที่ 12 ก.ย.68 ที่ผ่านมา ต่อมาภรรยาได้โทรหานายจ้างในเวลา 04.38 น. และเวลา 04.39 น. นายจ้างได้โทรฯหาสายด่วน 1669 ก่อนที่สายด่วนจะโทรฯกลับมาแจ้งว่ารถฉุกเฉิน รพ.วังวิเศษ จ.ตรัง ซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุเพียงแค่ 300 เมตร ไม่สามารถออกมาช่วยเหลือผู้ป่วยได้ โดยที่ขณะนั้นมีเพียงภรรยาวัย 61 ปี และหลานชายวัย 11 ขวบ ซึ่งไม่มีใครขับรถได้เลย ได้พยายามไปเคาะประตูห้องพักของลูกค้าที่เข้าพัก แต่ไม่มีใครเปิดประตูห้อง มีเพียง 1 ห้องที่เปิดประตู แต่แจ้งว่าไม่สามารถขับรถเกียร์ธรรมดาได้

จึงได้กลับมารอคอยความช่วยเหลือจากสายด่วน 1669 ในการรับปากที่จะประสานกู้ชีพข้างเคียงออกรับ จนกระทั่งหลานวัย 11 ขวบ ได้เดินออกจากโรงแรม ไปขอความช่วยเหลือกับพลเมืองดีที่นั่งดื่มสุรา มีอาการมึนเมา มาช่วยกันพยุงและขับรถยนต์ออกจากที่เกิดเหตุไปส่งยัง รพ.วังวิเศษ ในเวลา 05.08 น. ซึ่งในห้วงเวลาเดียวกันนั้นทางนายจ้างได้ประสานสายด่วน 1669 ให้ประสานไปยังกู้ชีพ อบต.แห่งหนึ่ง เนื่องจากรู้จักกัน ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กม. โดยที่สายด่วน 1669 ประสานให้ แต่อยู่ในระหว่างที่มีการนำส่งไปยัง รพ.เองแล้ว ซึ่งภายหลังจากนั้นได้เสียชีวิตลงที่ รพ.วังวิเศษ โดยแพทย์ลงความเห็นสาเหตุว่า ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จนมาสู่การเคลือบแคลงใจ และสงสัย ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวออกไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด วันนี้ 19 ก.ย.68 ที่สำนักงานสาธารณสุข จ.ตรัง นพ.ปพน ดีไชยเศรษฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง พร้อมด้วย น.อ.(พิเศษ) นพ.พิสิทธิ์ เจริญยิ่ง รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงถึงกรณีที่เกิดขึ้น ภายหลังจากวานนี้ (18 ก.ย.) ได้มีการเดินทางไปวางพวงหรีดเคารพศพ และพูดคุยกับญาติผู้เสียชีวิต รวมทั้งไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ รพ.วังวิเศษ และศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการนเรนทรตรัง (1669)

นพ.ปพน กล่าวว่า ตนได้ลงไปคุยกับ เจ้าหน้าที่ รพ.วังวิเศษ ด้วยตัวเอง สอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในเหตุการณ์นั้น มีพยาบาลวิชาชีพ 2 ท่าน เจ้าหน้าที่เวชกิจฉุกเฉิน 1 ท่าน โดยมี เจ้าหน้าที่ตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 7 เดือน ซึ่งเป็นท้องที่ 4 โดย 3 ท้องแรกแท้งมาตลอด ซึ่งเขาก็อยู่เวรดึกห้องฉุกเฉินในคืนนั้น โดยได้แจ้งไปที่ศูนย์สั่งการฯ 1669 ว่า รพ.วังวิเศษ ไม่พร้อมเนื่องจากมี เจ้าหน้าที่ท้องอยู่ ซึ่งเป็นเหตุความจำเป็นในตอนนั้นจริงๆ ว่าเขาตั้งครรภ์และไม่สะดวกออก หากเขาไม่ตั้งครรภ์ก็อยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะออกไป แต่เมื่อเขาตั้งครรภ์ก็ไม่สามารถออกได้ เพราะเราต้องดูความปลอดภัยของ เจ้าหน้าที่ด้วยและจะเป็นผลเสียกับคนไข้ที่เจ็บป่วยอยู่ ที่ต้องให้คนท้องไปดูแลนอกสถานที่

ถามว่าจะมีคนอื่นออกได้ไหม ก็มีเจ้าหน้าที่พยาบาลอีก 2 ท่าน และพนักงานเวรเปล ซึ่งถ้าพยาบาลออก 2 คน โดยที่คนท้องอยู่ห้องฉุกเฉิน จะอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งคนท้องบอกว่า หากเขาอยู่คนเดียวหากมีคนไข้ฉุกเฉินเข้ามา เขาก็ให้บริการได้ไม่ดี เนื่องจากพยาบาลออกไปหมด หรือหากใช้พยาบาลแผนกอื่นๆมาแทนได้ไหม ซึ่งในตอนนั้นทาง รพ.ก็ไม่พร้อม ส่วนรถพยาบาลไปรีเฟอร์คนไข้ที่ รพ.ตรัง ในห้วงเวลาเกิดเหตุ สอบถามแล้ว รถพยาบาลจอดอยู่ใน รพ. ตอนที่เกิดเหตุไม่มีกรณีการรีเฟอร์

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต ที่ได้สูญเสียบบุคลเป็นที่รัก เจ้าหน้าที่ทุกคนรู้สึกเสียใจ การดูแลผู้ป่วยทุกคนเราตั้งใจจะดูแลให้ดีที่สุด ไม่อยากให้เหตุแบบนี้เกิดขึ้นเลย เมื่อเกิดขึ้นและรู้สึกเสียใจในทุกเหตุการณ์ เราจะต้องมีการวางแผน ปรับปรุง พัฒนา ให้ดีขึ้น และคงเข้าใจว่าระบบสาธารณสุขเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ แต่เราต้องทำให้ เจ้าหน้าที่สามารถดูแลพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุด เราอยากให้มีศูนย์กู้ชีพมากขึ้นทุกแห่ง จะได้มาดูแลพี่น้องประชาชนให้มากขึ้น แต่ต้องดูความพร้อมของแต่ละแห่ง

ในส่วนของโรงพยาบาล ได้ให้นโยบายว่าจะต้องพร้อมทุกเวลาถ้าหากมีคนตั้งครรภ์จะต้องจัดให้อยู่เวรเช้าแทน เพราะเวรเช้ามีคนเยอะ และเวรบ่ายดึกจะต้องพร้อมออกได้ตลอดเวลา หากมีการรีเฟอร์ รถไม่พอ เจ้าหน้าที่ไม่พร้อม จะต้องแจ้งไปที่ 1669 เพื่อให้ศูนย์สั่งการใช้บริการของหน่วยอื่น และเหตุการณ์ ไม่พร้อม เพราะคนท้องออกไม่ได้ เราจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก จะทำให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของ จ.ตรัง มีความพร้อมให้บริการได้ทุกเวลา และจะดูแลพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุด พร้อมทั้งได้คุยและสั่งการกับทาง ทุก รพ.

ซึ่งทาง รพ.ก็พร้อมรับปฎิบัติ 1.หากกมีคนท้อง ก็ไม่ให้คนท้องอยู่เวรบ่าย-ดึก โดยจัดให้อยู่ในเวรเช้า เนื่องจากเวรเช้าจะมีความพร้อม ทั้งบุคลากร และเครื่องมือ มากกว่าเวรบ่าย-ดึก 2.สามารถหมุนเวียนพยาบาลได้ หากพยาบาลห้องฉุกเฉินออกไปปฎิบัติงาน จะขอพยาบาลห้องคลอด และผู้ป่วยในมาสแตนด์บายอยู่ เพราะคิดว่าการออกไปปฎิบัติงานจุดเกิดเหตุพยาบาลห้องฉุกเฉินจะมีความพร้อมมากที่สุด และ จนท.ที่อยู่เวรไหนก็จะต้องพร้อมที่จะออกไปปฎิบัติงานจุดเกิดเหตุได้ตลอดเวลา

“ในส่วนของการเยียวยาได้พูดคุยกับทางญาติแล้ว จริงญาติบอกว่าไม่ได้ติดใจในประเด็นเยียวยา แต่ผู้ป่วยมีสิทธิ์บัตรทอง ซึ่งสิทธิ์นี้ กรณีมีอาการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการดูแลรักษาไม่ว่ากรณีใดๆ จะมี ม.41 ซึ่งเราจะใช้ในการดูแลของผู้ป่วยในกรณีนี้ ซึ่งจะมีคณะกรรมการพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งจะเร่งนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมการ ในการพิจารณาดูแลเยียวยาให้กับญาติด้วย” นพ.ปพน กล่าว

ด้าน น.อ.(พิเศษ)นพ.พิสิทธิ์ กล่าวว่า รถพยาบาลออกรีเฟอร์นั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ศูนย์ 1669 นั้นก็ไม่ได้อยู่กับ รพ. โดยศูนย์อยู่ รพ.ตรัง แต่รถอยู่ รพ.วังวิเศษ เป็นความเข้าใจผิดและเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ความไม่พร้อมเกิดขึ้นได้ เพราะคนที่ออกไปทำงานเราอยากให้พร้อมจริงๆ แต่ในบทบาทของผู้บริหารที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ในเชิงการจัดการคือ ทำยังไงที่จะไม่ให้เกิดความไม่พร้อม ซึ่งบริหารจัดการสับเปลี่ยนหมุนเวียนบุคลากรเพื่อให้เกิดความพร้อม

ส่วนประเด็นภายหลังทราบว่ารพ รพ.วังวิเศษ ไม่พร้อมในการออกรับแล้ว ชี้แจงว่าหลังจากศูนย์รับแจ้งเหตุรับสายแรก ในระหว่างนั้นได้พยายามติดต่อหน่วยกู้ชีพที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งห่างออกไปกว่า 10 กม. ก็ใช้เวลาพอสมควร แต่ข้อมูลที่มาจากจุดเกิดเหตุ ที่จะทำให้ เจ้าหน้าที่ตัดสินใจ ก็ใช้เวลาสอบถามข้อมูล เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ก็ต้องหาหน่วยข้างเคียง เนื่องจากหน่วยที่ใกล้ที่สุดแจ้งไม่พร้อมปฎิบัติหน้าที่ตั้งแต่ต้น ทำให้เวลาไม่เป็นไปตามกลไกที่วางไว้ เลยต้องใช้ระยะเวลาที่นานขึ้น ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่ญาติอีกคนโทรฯไปพอดี เลยเป็นข้อมูลเพิ่มเติม โดยที่หน่วยกู้ชีพ อบต.วังมะปรางได้ออกไป แต่ออกไปไม่ทันกับที่ญาติได้นำส่งก่อนแล้ว ซึ่งตัดสินได้เลยว่าไม่ทันกับสถานการณ์ ยอมรับว่าไม่ทัน ถ้ามีโอกาสต่อไปได้มีการพูดคุยกันแล้วว่า จะต้องทำให้เกิดความพร้อมในทุกกรณี

ขณะนั้น เจ้าหน้าที่ศูนย์รับแจ้งเหตุของเรายืนยันว่ามีความพร้อมในการปฎิบัติงานตามตำแหน่งเวร เป็นบุคลากรที่มีคุณวุฒิในการทำงาน ได้รับโทรศัพท์เข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่มีปัญหา ข้อขัดข้องบางประการ เช่น เบอร์แจ้งเหตุ อยู่อีกจุดหนึ่ง ไม่ได้อยู่ในจุดเกิดเหตุ ทำให้ข้อมูลตรงนี้ไม่ชัดเจนในช่วงแรก ต้องใช้เวลาในเรื่องนี้พอสมควร และหน่วยที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุไม่พร้อมในการปฎิบัติงาน ทางศูนย์ได้พยายามหาหน่วยที่ ขยับออกไป ถึงแม้จะไม่ใช่หน่วยที่ไม่ได้ตรงตามความต้องการของผู้ป่วยฉุกเฉิน แต่น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในขณะนั้น แต่ก็ใช้เวลามากขึ้น จนทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ญาติต้องนำไปส่งที่ รพ.เอง

“ต้องขอแสดงความเสียใจ เจ้าหน้าที่ทุกระดับไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องเช่นนี้ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่นิ่งนอนใจ สิ่งที่เกิดขึ้นมีความสำคัญที่ต้องมีขบวนการเข้าไปจัดการไม่ว่าจะเกิดสาเหตุใดก็ตาม เราพยายามหาสาเหตุที่แท้จริง ดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ได้รับบริการที่ดีที่สุด กระรันตีกับพี่น้องประชาชนว่าระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ระบบการแพทย์ ระบบการสาธารณสุขยังมีความน่าเชื่อมั่น น่าเชื่อถือสำหรับพี่น้องประชาชน” น.อ.(พิเศษ) นพ.พิสิทธิ์ กล่าว.