บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทบริการรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ หรือ Ride Sharing” ได้รับความนิยมจากคนไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงนักท่องเที่ยวอย่างมาก

แต่ก็มีปัญหาต่างๆตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยของแท็กซี่บนแพลตฟอร์ม  ไรเดอร์กับแพลตฟอร์มบริการขนส่ง ระบบการจ่ายงานที่ไม่โปร่งใส ค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียมที่ไม่ชัดเจน  รวมถึงช่องทางสำหรับร้องเรียนเมื่อเกิดปัญหาที่ไม่ชัดเจร ถือเป็นปัญหาที่สะสมมานานนับสิบปี อย่างที่เห็นกันในข่าวอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดทางภาครัฐได้มีการออกประกาศ คธอ. เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ประเภทบริการรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ ที่มีลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18 (3) ภายใต้กฎหมาย DPS  ของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เอ็ตด้า  ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัลประเภท Ride Sharing ต้องมี หน้าที่เพิ่มเติม” นอกเหนือจากหน้าที่ทั่วไป เพื่อยกระดับมาตรฐาน สร้างความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัยให้ผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น โดยจะมีผลบังคับใช้ ในเดือน .. 68 นี้ 

วันนี้ คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH” จะพามาทำความเข้าใจว่าทำไม?ต้องมีการออกประกาศมาบังคับใช้ ก่อนอื่นเลยมาดูที่ตลาด Ride Sharing กันก่อน โดย จากรายงานของบริษัทวิจัย Statista คาดการณ์ว่ารายได้ตลาดบริการเรียกรถ โดยสารของไทยจะสูงถึง 1.36 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท ภายในปี 68 และจะขยายตัวไปถึง 1.48 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี  71 มีอัตราการเติบโตต่อปีที่ 2.14% และคาดว่าจะมีผู้ใช้ถึง 15.16 ล้านคน ภายในปี 72     

จากตัวเลขคนไทยที่ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่าต้องมีการออกกฎบังคับเพิ่มเติม เพื่อวางกรอบกติกา ยกระดับคุณภาพบริการ ความปลอดภัยให้มากขึ้น และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

สำหรับ หน้าที่เพิ่มเติม ที่แพลตฟอร์มต้องทำ คือ กำกับดูแลและควบคุมดูการให้บริการ’ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของบริการรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ  อาทิ ต้องให้บริการโดยรถที่จดทะเบียนและคนขับต้องมีใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย 

โดยไรเดอร์ที่ลงทะเบียนเป็นคนขับในแพลตฟอร์มจะต้องใช้รถที่จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะและต้องมีใบอนุญาตขับรถ สาธารณะตามเงื่อนไขของกรมการขนส่งทางบก พร้อมจัดเก็บค่าบริการตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และแพลตฟอร์มต้องมีการตรวจสอบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทั้งไรเดอร์-ผู้โดยสาร เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ใบอนุญาตขับรถ เลขทะเบียนรถ หากสมัครแบบไม่เจอหน้า ต้องใช้ระบบ Digital ID ที่่น่าเชื่อถือ เช่น ThaID มาช่วยในการพิสูจน์และยืนยันตัวตน และมีการยืนยันตัวตนทุกครั้งที่เข้าใช้บริการ 

และเมื่อให้บริการต้องแสดงข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ชื่อและรูปถ่ายของไรเดอร์ เลขใบอนุญาต ข้อมูลรถ ตำแหน่ง GPS รวมถึงรายละเอียดจุดรับ-ส่ง ระยะทาง เส้นทาง เวลาเดินทางและค่าโดยสารอย่างโปร่งใส ต้องให้สิทธิและความยืดหยุ่นแก่ไรเดอร์ โดยต้องสามารถเลือกรับงาน ยกเลิกงาน หรือยอมรับ การเปลี่ยนจุดหมายระหว่างทางได้ตามเงื่อนไขที่แพลตฟอร์มกำหนด 

ต้องมีช่องทางช่วยเหลือและการระงับข้อพิพาท มีระบบให้ไรเดอร์และผู้โดยสารแจ้งเหตุฉุกเฉิน ขอความช่วยเหลือ หรือร้องเรียนได้ทันที และเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นต้องมี กลไกแก้ไขปัญหาและการระงับข้อพิพาทที่เป็นธรรม  และต้องมีมาตรการกำกับดูแลและความปลอดภัย ที่แพลตฟอร์มต้องควบคุมให้ไรเดอร์ปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้รถสาธารณะ เช่น ให้บริการเฉพาะพื้นที่ที่กำหนด ห้ามใช้บัญชีแทนกัน และต้องมีมาตรการตรวจสอบ ลงโทษผู้กระทำผิดและป้องกันการกระทำผิดซ้ำ และมีหน้าที่การรายงานต่อหน่วยงานรัฐ โดยแพลตฟอร์มต้องส่งรายงานการดำเนินงานตามมาตรา 22 ต่อกรมการขนส่งทางบก และ เอ็ตด้า รวมถึงจัดทำรายงานประจำปีอย่างต่อเนื่องตามที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น

จากประกาศที่ออกมาบังคับใช้ทำให้ การให้บริการต้องห้ามใช้รถผิดประเภท และห้ามให้บริการนอกระบบหรือสวมรอยใช้บัญชีแทนกันและต้องปฏิบัติตามกฎจราจรรวมถึงข้อกำหนดอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นอาจถูกระงับบัญชี และถูกลงโทษตามกฎหมายได้

นั่นหมายความว่า สิ่งที่ผู้ใช้บริการอย่างเราๆ ที่ถือเป็นผู้โดยสารจะได้รับคือ ความปลอดภัยที่มากขึ้น  จาก การยืนยันตัวตนของคนขับที่ชัดเจน ห้ามใช้บัญชีแทนกันในการให้บริการ  รถมีการจดทะเบียนถูกต้อง สามารถติดตามตัวได้  สามารถติดตามเส้นทางแบบเรียลไทม์ (GPS Tracking)  ค่าโดยสารที่จะแสดงให้เห็นล่วงหน้าว่า สุทธิราคาเท่าไหร่ ระยะทางเท่าไหร่ ถึงที่หมายเมื่อใด  มีช่องทางร้องเรียน แจ้งเหตุฉุกเฉินได้ทันที เป็นต้น

ในมุมกลับกันทาง ทางไรเดอร์ หรือ คนขับ ก็ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจาก ความน่าเชื่อและความไว้วางใจการให้บริการผู้โดยสาร แพลตฟอร์มถูกเลือกใช้มากขึ้น ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และไรเดอร์ยังสามารถเลือกรับงาน ยกเลิกงานที่ไม่เหมาะสมได้ พร้อมมีช่องทางในการแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือร้องขอความช่วยเหลือจากแพลตฟอร์มได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามในมุมมองของแพลตฟอร์มผู้ให้บริการนั้น ทาง “จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม”  กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย  บอกว่า ได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมคนขับ  จดทะเบียนรถรับจ้างสาธารณะผ่านแอป มาตั้งแต่ปี 65 โดย ไม่ว่าจะเป็น บริการ GrabCar (รถยนต์) หรือ GrabBike (รถจักรยานยนต์) ที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบก รวมทั้งประกาศของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะการทำใบขับขี่สาธารณะ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการขั้นพื้นฐานของการจดทะเบียนเป็นรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

พร้อมกระตุ้นและส่งเสริมให้คนขับไปทำใบขับขี่สาธารณะและจดทะเบียน รย.18  และเปิดรอบพิเศษ ให้คนขับไปยื่นเอกสาร ตรวจประวัติอาชญากรรม เข้าอบรมและสอบข้อเขียน จัดเจ้าหน้าที่เพื่อให้คำแนะนำ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีคนขับให้บริการเป็นจำนวนมากอย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี และขอนแก่น มีทีมงานจากศูนย์ย่อยของแกร็บ คอยให้คำแนะนำกับคนขับในจังหวัดอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ ยังให้อินเซนทีฟและสิทธิประโยชน์อื่นซึ่งมูลค่าสูงสุดถึง 7,000 บาทเพื่อจูงใจให้คนขับเข้าร่วมโครงการ โดยปัจจุบันมีคนขับทั่วประเทศที่มีใบขับขี่สาธารณะแล้วหลายหมื่นคน

 อย่างไรก็ตามยังมีเงื่อนไขและกระบวนการบางขั้นตอนที่ไม่เอื้อต่อการจดทะเบียนฯ โดยเฉพาะประเด็นการครอบครองรถ ซึ่งผู้จดทะเบียนต้องเป็นเจ้าของรถเท่านั้น โดยปัจจุบันมีคนขับเป็นจำนวนมากที่ยังติดไฟแนนซ์ ที่จะระบุชื่อบริษัทไฟแนนซ์เป็นเจ้าของรถยนต์  และ บางรายเช่ารถขับ ข้อจำกัดเหล่านี้ส่งผลต่อการตัดสินใจของคนขับในการนำรถไปจดทะเบียนฯ  จึงควรผ่อนปรนเรื่องความเป็นเจ้าของรถ ที่จำกัดโอกาสในการสร้างรายได้  และพัฒนาระบบจดทะเบียนแบบดิจิทัลให้บริการผ่านแอปพลิเคชันใช้ระบบดิจิทัลในทุกขั้นตอน เหมือนในต่างประเทศมาใช้ ช่วยให้คนขับมาจดทะเบียนได้มากขึ้น

ถือเป็นความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ แพลตฟอร์มดิจิทัล และผู้บริโภค ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศดิจิทัล ยกระดับ แพลตฟอร์ม  Ride Sharing  ให้เติบโตอย่างมีมาตรฐานนำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนด้วย.

Cyber Daily