ประเทศจีนเดินหน้าสร้างความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมจอภาพอีกขั้น เมื่อสายการผลิตจอแสดงผลแบบยืดหยุ่นรุ่นใหม่เริ่มเดินสายการผลิตเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการที่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน ส่งผลให้ผู้บริโภคทั่วโลกสามารถเข้าถึงจอแสดงผลสำหรับแล็ปท็อปและแท็บเล็ตที่บางลง ประหยัดพลังงานมากขึ้น และมีต้นทุนต่ำลง โดยโครงการนี้ดำเนินการโดยบริษัท BOE Technology Group ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตจอแสดงผลรายใหญ่ของโลก และเป็นผู้ดำเนินการสายการผลิต AMOLED รุ่นที่ 8.6 (Gen-8.6 AMOLED) แห่งแรกของโลก

สำหรับ AMOLED เป็นเทคโนโลยีจอภาพแบบยืดหยุ่นที่นิยมใช้ในอุปกรณ์อัจฉริยะ เช่น แล็ปท็อป แท็บเล็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ ซึ่งสายการผลิตนี้จะมุ่งเน้นการผลิตแผงจอภาพขนาดกลางสำหรับตลาดอุปกรณ์ไอทีระดับสูงโดยเฉพาะ โครงการดังกล่าวใช้งบลงทุนรวมสูงถึง 63,000 ล้านหยวน (289,000 ล้านบาท) ซึ่งนับเป็นโครงการอุตสาหกรรมจอแสดงผลที่มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมจอภาพจีน
ทางด้าน Yu Xiangnan รองประธานอาวุโส BOE Technology Group เปิดเผยว่า สายการผลิตนี้ได้รับการออกแบบให้สามารถผลิตแผ่นกระจกต้นแบบ (Glass Substrates) ได้ถึง 32,000 แผ่นต่อเดือน พร้อมทั้งมีการพัฒนาระบบการผลิตอัจฉริยะที่ครอบคลุมการควบคุมคุณภาพ โลจิสติกส์ และการจัดสรรกำลังการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งต้นน้ำและปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างระบบซัพพลายเชนที่มีเสถียรภาพและรองรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จอภาพที่ผลิตจากกระบวนการใหม่นี้สามารถลดการใช้พลังงานลงได้ราว 20–30% และในขณะเดียวกันยังมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นถึง 3–4 เท่า เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีเดิม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยเร่งให้จอ AMOLED ระดับพรีเมียมถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์ไอทีอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทางด้าน Ouyang Zhongcan สมาชิกสถาบันวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศจีน กล่าวว่า การผลิตเชิงพาณิชย์ของสายการผลิต AMOLED รุ่น 8.6 นี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมจอภาพจีน และเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการเข้าร่วมแข่งขันในสนาม ไปสู่การเป็นผู้กำหนดสนามแข่งขันด้วยตนเอง
ดังนั้น การเริ่มต้นผลิตของสายการผลิต AMOLED รุ่นที่ 8.6 ในครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศจีนในการขยับจากการเป็น “ผู้ผลิตรายใหญ่” ไปสู่การเป็น “ผู้นำเทคโนโลยี” ในอุตสาหกรรมจอแสดงผลระดับโลกอย่างเต็มตัว
เครดิต China Media Group (CMG)



