เมื่อวันที่ 22 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาตรึงการระบายน้ำผ่านเขื่อนในอัตรา 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นวันที่ 6 เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ทางด้านท้ายน้ำ ด้านชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยายังกังวล หลังมีพายุที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทำให้มีฝนตกเพิ่มขึ้น ได้ทำการเร่งซ่อมแซมเรือ และยกสิ่งของขึ้นสู่ที่สูง หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

สำหรับปัจจุบัน สถานการณ์น้ำ ที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 2,316 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำทางด้านเหนือเขื่อนอยู่ที่ 15.63 เมตร/รทก. มีปริมาณน้ำทางด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 15.23 เมตร/รทก.ซึ่งระดับน้ำห่างจากตลิ่งอยู่ที่ 1.11 เมตร และเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งเป็นกุญแจหลักที่สำคัญในการระบายน้ำลงสู่ภาคกลาง มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ ที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นการตรึงการระบายเป็นวันที่ 6 นอกจากนี้ทางกรมชลประทานได้มีการผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของลำน้ำในอัตรารวมกันอยู่ที่ 352 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ทางด้านท้ายน้ำ

ขณะที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อย่างเช่นที่บริเวณ ม.4 ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ได้เร่งเก็บสิ่งของเครื่องใช่ต่างๆขึ้นสู่ที่สูง นอกจากนี้ยังได้มีการนำเรือไม้มาทำการซ่อมแซมเพื่อไว้ให้สัญจรเข้าออกหากเกิดน้ำท่วม หลังยังมีความกังวลใจในเรื่องของสถานการณ์น้ำที่อาจจะท่วม

โดยนางศรีนวล  ชุ่มอุรา  ชาวบ้าน ม.4 ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท  เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ทำการเตรียมเก็บสิ่งของขึ้นสู่ที่สูงเอาไว้แล้ว นอกจากนี้ยังได้มีการนำเรือไม้ออกมาซ่อมแซม ซึ่งตอนนี้ยังรู้สึกกลัวเรื่องของน้ำท่วมเพราะกลัวว่าคันกั้นน้ำที่ทางหน่วยงานสร้างเอาไว้ชั่วคราวจะพัง ซึ่งหากพังก็จะทำให้เตรียมตัวไม่ทัน และหากว่าเขื่อนเจ้าพระยามีการปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็น 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อไหร่น้ำก็จะเริ่มเอ่อเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนตามจุดต่างๆ ซึ่งตรงนี้ก็ยังรู้สึกกลัวเนื่องจากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นจะทำให้คันดินที่สร้างเผ็นพนังกั้นน้ำอาจจะพังได้