เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 68 ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” ให้ความรู้เรื่องของการให้เด็กหันมากินผักผ่านงานวิจัย โดยระบุว่า
ตอนเด็กๆ อาจารย์โคตรเกลียดผักเลยครับ… ไม่ว่าจะเป็นบรอกโคลี แครอท หรือถั่วลันเตา เห็นแล้วรู้สึกเหมือนต้องกินหญ้า คือไม่ชอบจริงๆ แต่อาของอาจารย์มีเทคนิคเด็ด คือบอกว่า “ถ้าไม่กินผักนะ จะไม่ให้ดูอิกคิวซัง!”
บอกเลยครับว่า ตอนนั้นผักก็ยังไม่อร่อยขึ้นหรอก แต่เพราะความอยากดูอิกคิวซัง มันเลยต้องฝืนกล้ำกลืนกินเข้าไป บางวันนี่น้ำตาคลอเลยนะครับ ขนาดนั้นเลย
แต่พอโตขึ้นมา รู้ว่าผักดีต่อร่างกาย อ่านวิจัยเจอพอดี เรื่อง เด็กจะกินผักเมื่อได้ดูนิทานแฟนตาซี มี เวทมนตร์ ที่ตัวละครกินผัก เออ แบบ ผักคือของวิเศษ อะไรแบบนี้
วิจัย โดย ทีมของ Humboldt University of Berlin ร่วมกับ University of Münster และ University of Nairobi ตีพิมพ์ในวารสาร Appetite ปี 2024 มีชื่อเรื่องจริงๆ ว่า “The impact of a fairytale-like story on the food choices of preschool children”
นักวิจัยอยากรู้ว่าแค่ “นิทานสนุกๆ” จะเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกอาหารของเด็กได้ไหม
เลยทำการทดลองกับเด็กอนุบาลอายุ 4–6 ปี โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
• กลุ่มแรก (Experimental Group): ฟังนิทานแฟนตาซีที่ “ผักมีพลังวิเศษ”
• กลุ่มที่สอง (Control Group): ฟังนิทานธรรมดา ไม่มีเนื้อหาเรื่องอาหารเลย
หลังจากฟังนิทาน เด็กๆ จะถูกเสนออาหารหลายชนิด ทั้งผักและของกินเล่น แล้วให้เลือกเอง
ผลออกมาคือ เด็กที่ฟังนิทานแฟนตาซี หันมาเลือกกินผักมากกว่าเด็กที่ไม่ได้ฟังนิทาน อย่างชัดเจน บรอกโคลี แครอท ถั่วลันเตา ข้าวโพด กลายเป็นตัวเลือกยอดฮิต
การเล่าเรื่องที่มีสีสันจึงสามารถกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวกับจินตนาการและอารมณ์ ทำให้ผักไม่ใช่แค่ของกินน่าเบื่ออีกต่อไป
แต่กลายเป็น พลังวิเศษ ที่เด็กๆ อยาก “กลืนเข้าไปเพื่อเป็นฮีโร่ในเรื่อง”
ผักไม่ได้แย่…ถ้ามันมีเวทมนตร์ ผักพวกนี้จะไม่ใช่สิ่งน่าเบื่ออีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็นฮีโร่ เป็นเจ้าหญิง เป็นพลังวิเศษที่เด็กอยาก “กินเข้าไป” เพื่อเป็นเหมือนตัวละครในนิทาน
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็ก แต่อยู่ที่สมอง ความเชื่อ และเป้าหมาย ใช่แล้ว สาระไม่ได้อยู่ที่ “ผัก” แต่อยู่ที่ “เรื่อง”
เรื่องนี้เราเอามาประยุกต์ได้ กับลูกน้องก็ได้ กับพนักงาน กับคนในครอบครัว เพราะสิ่งที่เด็กเปลี่ยน ไม่ใช่แค่พฤติกรรม แต่คือ “วิธีมองสิ่งเดิมด้วยมุมใหม่” สิ่งเดิมที่เคยน่าเบื่อ (อย่างบรอกโคลี) เมื่อเล่าเรื่องใหม่ให้ฟัง กลับกลายเป็นของมีค่า
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เปลี่ยน “ผัก” แต่เปลี่ยน “ความหมายของผัก” ในหัวเด็กต่างหาก และนั่นแหละครับ คือ “กุญแจสำคัญ” ที่ใช้กับผู้ใหญ่ก็ได้เหมือนกัน
อยากให้ใครเปลี่ยนพฤติกรรม… อย่าบังคับ อย่าดุ อย่าโยนข้อมูล แต่ “เล่าเรื่องใหม่” ให้เขาเห็นคุณค่าในสิ่งเดิม
งานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) ยืนยันว่า สมองของเราจำ “เรื่อง” ได้ดีกว่าข้อมูล เรื่องเล่าทำให้เกิดภาพ อารมณ์ ความผูกพัน และเปลี่ยนพฤติกรรมได้ดีกว่าการสั่งหรือการสอนตรงๆ
และนั่นคือเหตุผลที่ “นิทานสำหรับเด็ก” จึงกลายเป็น “เครื่องมือเปลี่ยนพฤติกรรม” ที่ได้ผล เช่นเดียวกับ “เรื่องเล่าในที่ทำงาน” หรือ “บทสนทนาในครอบครัว” สำหรับผู้ใหญ่
อยากเปลี่ยนแปลงใคร เริ่มได้ที่ออกแบบเรื่องเล่านะจั๊บ.



