เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วยนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. ผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำด้านตะวันออก ใน 4 จุดสำคัญ ได้แก่ 1. ประตูระบายน้ำพระธรรมราชาและไซฟอนพระธรรมราชา จ.ปทุมธานี 2. ประตูระบายน้ำปลายคลอง 13 (สายล่าง) เขตหนองจอก 3. ประตูระบายน้ำบึงฝรั่ง เขตหนองจอก 4. สถานีสูบน้ำหนองจอก เขตหนองจอก
โดยมีผู้แทนจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ สำนักงานชลประทานที่ 11 กรมชลประทาน ร่วมลงพื้นที่และให้ข้อมูล เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า จากความกังวลของหลายคนเรื่องน้ำ ที่มีการปล่อยน้ำจากเขื่อน หรือเห็นน้ำท่วมแถบ จ.พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง หรือเพชรบูรณ์ จึงมาลงพื้นที่บริเวณคลอง 13 จ.ปทุมธานี ติดตามสถานการณ์น้ำ ซึ่งขณะนี้ จุดนี้ขึ้นธงเขียว หมายความว่าระดับน้ำอยู่ในระดับรับได้ โดยในการระบายน้ำของรังสิตแบ่งเป็นหลายโซน เช่น รังสิตใต้ รังสิตเหนือ เมื่อมีฝนตกบริเวณโครงการรังสิตเหนือ หรือมีน้ำจากแม่น้ำป่าสักไหลลงมา น้ำจะระบายลงคลอง 13 เป็นหลัก และมีคลองไหลตัดคือ คลองรังสิต ไปออกแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งหากน้ำเยอะบริเวณนี้ก็จะกระทบกับกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกได้
สำหรับภาพรวม บริเวณคลอง 13 มีศักยภาพการระบายน้ำ 80 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม.ต่อวิ) ปัจจุบันระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 47 ลบม.ต่อวิ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนตก มาตรการคือจะไม่พยายามนำน้ำเหนือลงมารวมกับน้ำฝนด้านล่างที่เป็นพื้นที่บ้านเรือนชุมชน เพราะจะระบายไม่ทัน เมื่อฝนตกจะเน้นตัดตอนน้ำโดยการสูบน้ำออกทางนครนายกเป็นหลัก

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวต่อไปว่า ปัญหาที่อาจเกิดคือ หากน้ำลงมาได้ก็จะมาเจอคลองหกวาสายล่าง คลองแสนแสบ และคลองประเวศบุรีรมย์ สุดท้ายจะไหลออกคลองพระโขนง ซึ่งน้ำจะมากดดันพื้นที่เขตลาดกระบัง ซึ่งกรมชลประทาน ช่วยประสานความร่วมมือ ดูแลจัดการน้ำจากด้านบนให้ระบายออกไปในทิศทางอื่น ๆ ที่สามารถทำได้ สำหรับสถานการณ์ขณะนี้ กรมชลประทาน มองว่าอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง ยังไม่หนัก ยังไม่ล้นคันกั้นน้ำเนื่องจากปีที่ผ่านๆ มาในปี 64-65 รุนแรงกว่านี้
ผู้ว่าฯ กทม. ระบุหลังลงพื้นที่คลองหกวาสายล่างเพิ่มว่า การมาดูน้ำที่จุดนี้ เนื่องจากเป็นกังวลเรื่องแม่น้ำป่าสัก ที่ปัจจุบันมีน้ำท่วมจากแม่น้ำป่าสัก ในพื้นที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ โดยย้ำว่าน้ำป่าสักล้นที่ อ.หล่มสัก ไม่ส่งผลกระทบต่อ กทม. เนื่องจากจุดที่น้ำท่วมนั้นอยู่ก่อนถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ความจุไม่เยอะมาก ประมาณ 960 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเทียบไม่ได้กับเขื่อนภูมิพล ที่มีความจุกว่า 13,000 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนสิริกิติ์ 9,500 ล้านลบ.ม. โดยขณะนี้ น้ำในเขื่อนป่าสักฯ มีประมาณ 70% จึงเร่งพร่องน้ำในเขื่อนป่าสักฯ เพื่อเตรียมรับน้ำที่กำลังจะมา แต่น้ำที่ปล่อยออกมาจากเขื่อนป่าสักฯ ก็ไม่ได้ลงมาสู่ กทม.โดยตรง ส่วนหนึ่งถูกตัดออกไปทางแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยคลองหลายสาย แต่ สำนักการระบายน้ำ กทม. ไม่ประมาท เฝ้าระวังตลอด
“สำหรับสถานการณ์โดยรวมของ กทม. ยังไม่น่าเป็นห่วง เรามีโครงการคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงกรมชลประทานที่ช่วยบริหารจัดการน้ำ ทำให้ กทม. ยังไม่เจอภาระน้ำที่หนักมาก แต่ก็ประมาทไม่ได้ เราเหลืออีกประมาณ 40 วันอันตราย ที่ฝนยังตกอยู่ก่อนจะหมดช่วงหน้าฝนราวปลายเดือน ต.ค. 68 ที่จะกังวลคือหากมีพายุเข้าและไปเพิ่มปริมาณน้ำทั้งใต้เขื่อนและเหนือเขื่อน” ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว

ด้านผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ กล่าวถึงสถานการณ์ฝนและการเตรียมพร้อมรับมือในพื้นที่ กทม. ว่า คลองสายหลักได้ทำการพร่องน้ำหมดแล้วเพื่อเตรียมรับมือฝนที่คาดว่าจะตกหนักในช่วงวันที่ 25–26 ก.ย. 68 รวมถึงได้เตรียมกระสอบทรายไว้ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินแล้ว
สำหรับกรณีน้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยา นั้น เนื่องจากลำน้ำเจ้าพระยาบริเวณ จ.พระนครศรีอยุธยา จะแคบกว่า กทม. เวลาน้ำหลากจึงเกิดปัญหา รวมถึงอยู่นอกคันกั้นน้ำ จึงทำให้ท่วมได้ ส่วน กทม. มีแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,200 ลบ.ม.ต่อวิ แต่ กทม. วิกฤติอยู่ที่ 3,500 ลบ.ม.ต่อวิ ทั้งนี้ ตัวเลขยังห่างอยู่แต่ก็ไม่ประมาท ได้วางกระสอบทรายเสริมตลอดแนวจุดเสี่ยงและฟันหลอริมเจ้าพระยาและคลองมหาสวัสดิ์แล้วรวมระยะทาง 3,222 เมตร กว่า 190,000 ใบ ส่วนสถานการณ์น้ำเขตลาดกระบัง ขณะนี้น้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ลดลง.



