ผู้นำรัฐซาราวัก ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างคาบสมุทรมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เชื่อว่า รัฐอาจกลายเป็นเสาหลักของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาค เนื่องจากแม่น้ำลำธารหลายสาย มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอย่างอุดมสมบูรณ์ และอาจขับเคลื่อนการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวในอนาคต
นอกจากนี้ รัฐซาราวักยังอยู่ระหว่างการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และส่งเสริมการใช้ชีวมวล เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน โดย นายอาบัง โจฮารีตุน โอเปง มุขมนตรีรัฐซาราวัก กล่าวกับบรรดานักลงทุนในยุโรปว่า รัฐมุ่งมั่นสร้างอนาคตพลังงานที่มีคาร์บอนต่ำและยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิ่งแวดล้อมหลายกลุ่มเตือนว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสีเขียวส่วนใหญ่ มีส่วนทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า และการพลัดถิ่นของกลุ่มชนพื้นเมือง อีกทั้งในขณะนี้ สินค้าส่งออกหลักของรัฐซาราวักคือ “ก๊าซธรรมชาติเหลว” (แอลเอ็นจี) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล

อนึ่ง รัฐซาราวักเริ่มผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเมื่อหลายสิบปีก่อน และกำลังก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งที่ 4 โดยกำลังการผลิตไฟฟ้า ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3,500 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอต่อการให้แสงสว่างแก่ครัวเรือนในมาเลเซีย ราว 2-3 ล้านครัวเรือนต่อวัน
รัฐซาราวักตั้งเป้าที่จะผลิตไฟฟ้าประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 โดยส่วนใหญ่มาจากพลังงานน้ำ ตามด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งรัฐต้องการส่งไฟฟ้าไปยังรัฐซาบาห์ และบรูไน และอาจรวมถึงมาเลเซียแผ่นดินใหญ่ สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ด้วย
“ความทะเยอทะยานของรัฐซาราวัก ทั้งกล้าหาญและมีแนวโน้มที่ดี ตลอดจนส่งสัญญาณที่ชัดเจน สำหรับการเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาค” นางชาบรินา นาดิลา นักวิเคราะห์เอเชียจากคลังสมองด้านพลังงาน” เอ็มเบอร์ กล่าว
ทั้งนี้ความต้องการพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีก เมื่อชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และศูนย์ข้อมูลที่ใช้พลังงานมาก มีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลกัวลาลัมเปอร์หวังว่า ความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ จะช่วยฟื้นฟูโครงข่ายไฟฟ้าที่ถกเถียงกันเป็นเวลานาน ซึ่งเชื่อมโยงประเทศสมาชิก 10 ประเทศ ของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

รัฐซาราวักยังเรียนรู้จากประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ เช่น ลาว ซึ่งเปิดตัวโครงการพลังงานน้ำที่คล้ายคลึงกันในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายที่จะแลกเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ กับจีน ภายในปีหน้า
กระนั้น ความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของรัฐซาราวัก ยังคงเผชิญกับความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับการทำลายป่าฝนเขตร้อนโบราณ เพื่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ และการตัดไม้
ขณะที่กลุ่มสิ่งแวดล้อมระบุเสริมว่า ปัญหาการย้ายถิ่นฐานและการชดเชยยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้
อีกทั้งมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ซ้ำรอย และการกีดกันชุมชนท้องถิ่น เนื่องจากมีโครงการพลังงานน้ำใหม่เกิดขึ้นที่อื่น
“การขยายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานน้ำขนาดใหญ่ในรัฐซาราวัก ก่อให้เกิดความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่สำคัญ ซึ่งการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ มันจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบังคับใช้มาตรการป้องกันด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เข้มงวดและครอบคลุม” นาดิลา กล่าวทิ้งท้าย.



