นาย มาซาอากิ ยานากิยะ ประธาน บริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านโซลูชันสำนักงานและเครื่องพิมพ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันนบริษัท เป็นผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์ดิจิทัลระดับโปรดักชันเพื่อการผลิต ซึ่งคด้วยส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ที่ 34% โดยเป็นผลมาจากความไว้วางใจของลูกค้าในด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และบริการหลังการขาย ซึ่งในปีสิ้นปี 68 นี้ ได้ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 40% โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อยกระดับธุรกิจ ขณะที่ลุ่มธุรกิจ กราฟฟิค คอมมูนิเคชั่น ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกของปีนี้มียอดขายเติบโตขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด
“บริษัทไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายเครื่องพิมพ์ แต่เป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจรเพื่อช่วยลูกค้าปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ครอบคลุมทุกความต้องการของธุรกิจการพิมพ์ โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้การสนับสนุนลูกค้าอย่างเต็มที่เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด”
ด้าน นายกิตติ พรพิพัฒน์วงศ์ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจ กราฟฟิค คอมมูนิเคชั่น บริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจ คือ “One GC The Brand of Choice” ซึ่งบริษัท เป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรมการพิมพ์ที่สามารถส่งมอบนวัตกรรมงานพิมพ์ครอบคลุมระบบการพิมพ์ทั้งแบบเดิมและดิจิทัล โดยมีจุดแข็งคือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในอุตสาหกรรมการพิมพ์ และทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้การสนับสนุนลูกค้าอย่างเต็มที่ ทั้งการให้คำปรึกษา การติดตั้ง การฝึกอบรม และบริการหลังการขายระดับมืออาชีพ
ทั้งนี้จากข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมการพิมพ์แห่งประเทศไทย คาดว่าภาพรวมอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ของไทยในปีนี้จะเติบโตขึ้นราว 4-4.2% คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 350,000 ล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกกว่า 4.7% ในปี 69 ขณะที่คาดการณ์ว่าการพิมพ์ดิจิทัลจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 6.64% ภายในปี 70 ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวของผู้ประกอบการที่หันมาใช้เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การพิมพ์ฉลากอัจฉริยะ (รวมถึงการผสานสื่อสิ่งพิมพ์เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล และให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นจังหวะสำคัญในการยกระดับศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำบนเวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน



