เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา สมาชิกเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย เข้ายื่นร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. … พร้อมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 26,729 รายชื่อ ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมือง โดยมีนายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นผู้รับร่าง
น.ส.อังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างประเทศมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์รุนแรงความครอบครัวในประเทศประเทศไทย พบว่าในแต่ละปีมีความรุนแรงในครอบครัวเกิน 1,000 กว่าเคสต่อปี ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รุนแรง ซับซ้อนและมีความละเอียดอ่อนอย่างมาก การมีกฎหมายคุ้มครองผู้ที่ถูกทำความรุนแรง และผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัว จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ด้าน น.ส.ธารารัตน์ ปัญญา ทนายความและผู้ก่อตั้งองค์กร Feminist Legal Support กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัวปัจจุบันที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2550 ยังไม่สามารถคุ้มครองผู้ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัวได้จริง เพราะมุ่งเน้นไปที่การรักษาสถาบันครอบครัวมากกว่าการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัวที่ถูกทำร้าย และในทางปฏิบัติกฎหมายดังกล่าว มีผลทำให้เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจและศาลมักผลักให้คู่กรณีต้องไกล่เกลี่ยหรือยอมความกัน แทนที่จะดำเนินการทางอาญากับผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ถูกกระทำความรุนแรงจำนวนมากต้องกลับไปเผชิญความรุนแรงซ้ำๆ และไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

น.ส.ธารารัตน์ กล่าวว่า การที่ พ.ร.บ. ปี 2550 กำหนดอัตราโทษความรุนแรงในครอบครัวไว้ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการกระทำความผิดลักษณะเดียวกันในประมวลกฎหมายอาญา และมุ่งเน้นการไกล่เกลี่ยให้ยอมความกัน ยิ่งตอกย้ำทัศนคติของคนในสังคมและหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องเบา จึงไม่จำเป็นต้องดำเนินดำเนินการทางกฎหมายจริงจัง ในฐานะทนายที่ทำคดีทางความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ เราอยากเห็นกฎหมายวางหลักปฏิบัติสำคัญที่ยังขาดหายอยู่หลายด้าน เช่นการสอบปากคำพยานผู้เสียหาย ต้องกระทำอย่างระมัดระวังมีความละเอียดเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวและศักดิ์ศรีของเพื่อนของผู้เสียหาย เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายต้องได้รับผลกระทบทางจิตใจ หรือเผชิญความรุนแรงซ้ำจากกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งอยากให้ใช้กฎหมายกำหนดให้มีกลไกการทำงานแบบสหวิชาชีพที่ชัดเจนในกรณีปัญหาความรุนแรง เพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้เสียหายจะได้รับความช่วยเหลือคุ้มครองอย่างรอบด้านต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
ด้านนายคัมภีร์ กล่าวว่า เราเห็นด้วยว่าปัจจุบันเกิดความรุนแรงในครอบครัวมาก ถือว่าวันนี้โชคดีที่ทางกลุ่มได้เสนอร่างดังกล่าว ปัจจุบันหนุ่มสาวคบกันและไปอยู่ด้วยกันค่อนข้างเร็ว เราอาจจะต้องมีข้อกำหนดในตำราเรียนให้ครูสอนในเรื่องจริยธรรมของคู่ชีวิต ถ้าจัดการที่ต้นทางได้ ปัญหาที่ปลายทางจะลดด้วย ซึ่งตนจะนำร่างดังกล่าวนำเรียนต่อประธานสภา เพื่อส่งต่อให้ส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป.



