เมื่อวันที่ 21 เม.ย. นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำสั่งยกฟ้องคดีที่นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อม กกต. และเลขาธิการ กกต. ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีการสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. โดยนายวัส ระบุว่า “ยกฟ้องเพราะไม่มีอำนาจฟ้อง” : เมื่อกระบวนการยุติธรรมปิดประตูตั้งแต่หน้าศาล – บทเรียนจากคดีฟ้อง กกต. กรณีฮั้วเลือก สว.
คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2569 ที่ยกฟ้องคดีที่ผู้สมัคร สว.บัญชีสำรอง ยื่นฟ้องบอร์ด กกต.ทั้งคณะ และเลขาธิการ มิได้เป็นเพียงการยุติข้อพิพาทรายบุคคล แต่นี่คือคำตอบเชิงโครงสร้างที่ตอกย้ำว่า ในระบบกฎหมายไทยปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปอาจไม่มีที่ยืนในคดีที่เกี่ยวข้องกับความสุจริตของรัฐ
1.คดีนี้ไม่ได้ตัดสินว่าใครผิด แต่ตัดสินว่า “ใครพูดได้” ศาลหยุดการพิจารณาไว้เพียงแค่ประตูหน้าศาล ด้วยเหตุผลทางเทคนิคว่าโจทก์ “ไม่ใช่ผู้เสียหาย” โดยให้เหตุผลว่า หาก กกต.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ “รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย” และต้องให้ “พนักงานอัยการ” เป็นผู้ฟ้อง
ประเด็นที่น่าคิดคือ เมื่ออัยการคือทนายแผ่นดิน และ กกต. คือองค์กรอิสระของแผ่นดิน การผูกขาดอำนาจฟ้องไว้ที่รัฐเพียงฝ่ายเดียวเช่นนี้ ย่อมทำให้ประชาชนเกิดคำถามถึงความโปร่งใส (Check & Balance) ว่าในที่สุดแล้ว “คนของรัฐ” จะกล้าฟ้อง “องค์กรของรัฐ” อย่างเต็มกำลังจริงหรือไม่
2. ความเสียหายที่ศาลมองไม่เห็น (แต่อยู่ในใจประชาชน) ศาลวินิจฉัยว่าสถานะ “บัญชีสำรอง” ทำให้ความเสียหายยังไม่แน่นอน แต่ในโลกของความเป็นจริง การเลือกกันเองของสว. ที่ถูกครหาว่ามีการ “ฮั้ว” กัน ย่อมทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของสนามแข่งขันไปตั้งแต่นาทีแรกแล้ว
การตีความความเสียหายแบบ Actual Damage (ต้องเกิดผลเสียที่เป็นรูปธรรมชัดเจน) อาจเหมาะกับคดีลักวิ่งชิงปล้นทั่วไป แต่สำหรับคดีเลือกตั้งที่ส่งผลต่อชะตากรรมของประเทศ ความเสียหายควรถูกนิยามให้กว้างกว่านั้น เพราะมันคือการพรากโอกาสที่เท่าเทียมไปจากผู้สมัครทุกคน
3.ช่องว่างของความรับผิด (Accountability Gap)
เมื่อศาลวางหลักว่า :
• ผู้สมัครไม่มีอำนาจฟ้องเอง
• ประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง
• อำนาจผูกขาดอยู่ที่รัฐ
เรากำลังเผชิญกับภาวะที่ไม่มีใครสามารถเรียกหาความรับผิดชอบได้ หากกลไกของรัฐเลือกที่จะนิ่งเฉยหรือมองไม่เห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น
4.ใครโกง? VS ใครปล่อยให้โกง?
ศาลแนะให้ไปฟ้องคนฮั้ว (229 คน) โดยตรง แต่ในทางกฎหมายมหาชน การงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ต้องคุมกฎนั้นร้ายแรงไม่แพ้ตัวผู้กระทำผิด การตัดความเชื่อมโยง (Causal Link) ระหว่างการนิ่งเฉยของเจ้าหน้าที่กับความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกราะคุ้มกันของเจ้าพนักงานของรัฐแข็งแกร่งจนยากจะตรวจสอบ
5. ถึงเวลาทบทวนกติกา : Citizen Suit คือทางออก?
บทเรียนจากคดีนี้ชี้ให้เห็นว่าหากศาลไม่ตีความกฎหมายปัจจุบันแคบจนเกินไป ก็อาจถึงเวลาต้องขยายเรื่อง Standing (สิทธิในการฟ้องคดี) ในกฎหมายให้กว้างขึ้น เหมือนในหลายประเทศที่มีระบบ Citizen Suit หรือการอนุญาตให้ผู้มีส่วนได้เสียในฐานะพลเมืองสามารถฟ้องคดีสาธารณะได้ เพื่อไม่ให้อำนาจการตรวจสอบถูกรวมศูนย์ไว้ที่หน่วยงานของรัฐเพียงอย่างเดียว
บทสรุป
คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีนี้ไม่ได้บอกเราว่าการเลือกกันเองเพื่อเป็น สว. ครั้งที่ผ่านมาสุจริตหรือไม่ แต่มันบอกเราว่า หากคุณสงสัยในความไม่โปร่งใส คำตอบจากกระบวนการยุติธรรมในวันนี้คือ “คุณไม่มีสิทธิถาม” ในระยะสั้น ระบบอาจเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด แต่ในระยะยาว ระบบที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่หน้าประตูศาล จะยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมได้จริงหรือ เพราะความยุติธรรมที่เข้าถึงไม่ได้ ก็แทบไม่ต่างอะไรกับความอยุติธรรม.



