เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.69 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตทูต โพสต์ว่า “เงื่อนงำอำมหิต”

ลำดับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งก่อนหน้าและหลังจากการปล่อยคลิปเสียง (คลิปอังเคิล : 18 มิ.ย.68) จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่ในไทย เหมือนกับมีความเกี่ยวโยงประจวบเหมาะสอดคล้องกันเกินไป จนยากที่จะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า หรือมีการร่วมมือกันลับหลังระหว่างคนบางกลุ่มกับนอกประเทศ

จากการยกเลิก MOU 44 ที่ทำอย่างเร่งรีบ ทั้งๆไม่ได้มีความเร่งด่วนวิกฤติอะไรขนาดนั้นเลย โดยปราศจากการไตร่ตรองศึกษาให้รอบคอบ ไม่ได้มีการเจรจาล่วงหน้าเพื่อหากลไกแนวทางอื่นมารองรับ เพื่อที่จะไม่นำไปสู่การบังคับประนอมของ UNCLOS ที่ไทยอาจสุ่มเสี่ยงต้องเสียมากกว่าได้

ดังที่เคยมีผู้เชี่ยวชาญกฏหมายทะเลระหว่างประเทศเคยศึกษาไว้ รวมทั้งบทเรียนจากกรณีออสเตรเลีย-ติมอร์ฯ ที่ประเทศใหญ่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ซึ่งไปเข้าทางฝ่ายกัมพูชาเต็มๆ นั้น

ทำให้ยากจะมองได้เช่นกันว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเหตุบังเอิญ ไม่มีความเกี่ยวพันกัน? เพราะเหตุใดจึงมีการเร่งรีบยกเลิก MOU 44 โดยไม่มีหนทางอื่นรองรับนอกจากต้องไปการบังคับประนอมของ UNCLOS ที่ไทยอาจต้องสุ่มเสี่ยงเสียมากกว่าได้ จึงยากจะมองเป็นอย่างอื่นได้

นอกจากแค่ 2 สาเหตุ คือ 1.เป็นการตัดสินใจที่ไม่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง และอยู่บนความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ที่นำพาประเทศไปสุ่มเสี่ยงเสียหายโดยไม่จำเป็น โดยอาจทำตามกระแสชาตินิยม หวังสร้างคะแนนแต่ไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่อาจตามมาให้ถี่ถ้วน ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นความบกพร่องตามความผิดใน ม.157 ได้?

2.ถ้าไม่ได้ประมาทเลินเล่อ คือจงใจยกเลิก เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายกัมพูชา เพื่อตอบแทนอะไรบางอย่าง?

ไม่อย่างใด ก็น่าจะอย่างหนึ่งใน 2 ข้อนี้