เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่โรงแรม Chatritum Grand Bangkok นาย อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ปปช.) สภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงวิชาการด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในระดับภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 4 ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โดยที่ประชุมด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของภาครัฐ ได้ส่งสารสำคัญอย่างชัดเจนว่า ธรรมาภิบาลที่ดีในยุคดิจิทัลไม่ได้เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยสถาบันที่เข้มแข็ง ภาวะผู้นำที่ยึดมั่นในจริยธรรม และความไว้วางใจจากประชาชนเป็นรากฐานสำคัญ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจึงควรถูกมองว่าเป็นกระบวนการปฏิรูปธรรมาภิบาล

โดยแนวทางที่เป็นรูปธรรมคือการเริ่มดำเนินการทีละขั้นจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดก่อน เช่น การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ งบประมาณแบบเปิด (Open Budget) และระบบจัดซื้อจัดจ้างแบบเปิด (Open Public Procurement) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ความโปร่งใสสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างมาก ทั้งในประเทศไทยและหลายประเทศในภูมิภาค ที่ได้เริ่มพัฒนาเครื่องมือด้านความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูลเปิด (Open Data) หรือแพลตฟอร์มจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาโดยภาคประชาสังคมและสถาบันการศึกษา ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบเส้นทางการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐได้
สำหรับการแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่มีจริยธรรม และการปฏิรูปที่เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ โดยมุ่งเน้นไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดก่อน เราไม่สามารถต่อสู้กับการทุจริตได้ หากไม่สามารถมองเห็นตัวบุคคลที่อยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริง
บทเรียนจากเรื่องความโปร่งใสของผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership Transparency) สะท้อนสารสำคัญอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า การทุจริตมักซ่อนตัวอยู่หลังบริษัทนอมินีหรือบริษัทที่จัดตั้งขึ้นเพื่อปกปิดตัวตน ดังนั้น หากเราไม่สามารถระบุได้ว่าใครคือผู้ได้รับประโยชน์หรือผู้ควบคุมกิจการตัวจริง เราก็เปรียบเสมือนกำลังต่อสู้ในความมืด
ดังที่ผู้แทนจาก Open Ownership ได้กล่าวไว้ การระบุตัวผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงถือเป็นหัวใจสำคัญของการสืบสวนทางการเงิน เนื่องจากผู้กระทำผิดมักซ่อนตัวอยู่หลังนิติบุคคลต่าง ๆ ดังที่โลกได้เห็นจากกรณี Panama Papers และ Pandora Papers
สำหรับประเทศไทย เราคุ้นเคยกับปัญหานี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกรณีการใช้นอมินีถือครองที่ดินหรือดำเนินธุรกิจแทน เพื่อปกปิดผู้มีอำนาจควบคุมตัวจริง ข่าวดีคือหลายประเทศกำลังเร่งปรับปรุงกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงพัฒนาระบบเปิดเผยข้อมูลผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่ ข้อมูลที่จำเป็นมักกระจัดกระจาย ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ และยากต่อการเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ขณะที่บุคคลที่อยู่เบื้องหลังบริษัทเหล่านี้หลายครั้งกลับเป็นผู้มีอำนาจเสียเอง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การผลักดันกฎหมายในลักษณะนี้เป็นเรื่องยาก
ถึงกระนั้น ตัวอย่างจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะยังไม่มีกฎหมายที่สมบูรณ์แบบ แต่ความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชนที่กล้าหาญ ภาคประชาสังคม และชุมชนที่เข้มแข็ง สามารถเปิดเผยความจริงและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง โดยได้รับการสนับสนุนจากมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ผู้สื่อข่าว และมาตรฐานข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกันได้
บทเรียนสำคัญประการสุดท้ายคือ “แนวป้องกันที่ดีที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุด แต่คือการรู้เท่าทันจุดอ่อนของตนเอง” การทุจริตที่อาศัยเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเอกสารปลอม การโจรกรรมข้อมูล หรือการโจมตีทางไซเบอร์ ไม่ใช่ความเสี่ยงใหม่ หากแต่เป็นความเสี่ยงที่มีอยู่มานานและพัฒนาความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ระบบต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลและตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่การทุจริตจะเกิดขึ้น
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งดำเนินธุรกิจอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ และความไว้วางใจนั้นเองก็อาจกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญ หากปราศจากระบบตรวจสอบเช่นเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่ พวกเขาย่อมตกเป็นเป้าหมายของการหลอกลวงและอาชญากรรมออนไลน์ได้ง่าย บางครั้งอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่ผู้ประกอบการเหล่านี้ต้องการคือเครื่องมือที่เรียบง่ายในการตรวจจับความเสี่ยง และช่องทางที่สามารถพึ่งพาได้เมื่อกลายเป็นผู้เสียหาย แน่นอนว่าอาชญากรก็ใช้เทคโนโลยีเช่นเดียวกัน และหลายครั้งผู้ที่ทำหน้าที่ป้องกันกลับตามหลังอยู่หนึ่งก้าวเสมอ จึงเกิดช่องว่างที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบสำคัญที่ได้รับในวันนี้คือ คำตอบไม่ได้อยู่ที่การเร่งจัดซื้อเทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์รุ่นล่าสุด เพราะแม้จะล้ำสมัยเพียงใด เครื่องมือสำเร็จรูปก็ยังมีช่องโหว่อยู่เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดคือการกลับมาพิจารณากระบวนการทำงานของตนเองอย่างจริงจัง ค้นหาจุดอ่อนที่มีอยู่ และยกระดับความปลอดภัยของระบบเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรสามารถดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล
และเมื่อการทุจริตข้ามพรมแดน สิ่งที่จะทำให้การตรวจจับเป็นไปได้ก็คือสิ่งเดียวกันกับที่เราได้พูดถึงตลอดทั้งวัน นั่นคือ “ความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจัง” และความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีระหว่างประเทศต่าง ๆ ดังเช่นที่เราได้ร่วมกันดำเนินการอยู่ในวันนี้
สิ่งที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้คือ การลดปัญหาการทุจริตไม่ใช่ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้อย่างที่หลายคนอาจเคยคิด ตรงกันข้าม เรารู้แล้วว่าต้องเดินไปในทิศทางใด เรามีเครื่องมือที่จำเป็น และเรามีบุคลากรที่พร้อมจะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยที่สุด ทุกท่านที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ก็คือบุคคลที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นได้
เรามีองค์ความรู้ เรามีเครื่องมือ และเรามีพลังในการลงมือทำ ดังนั้น คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่า “เราทำได้หรือไม่” แต่คือ “เราต้องการทำหรือไม่” เพราะในความเป็นจริง เรารู้เส้นทางอยู่แล้ว และเรามีทุกสิ่งที่จำเป็นอยู่ในมือ ตนเชื่อว่าพวกเราทุกคนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้น และนั่นคือเหตุผลที่เรามารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้
ทั้งนี้ สิ่งที่เรียกว่า “ความหวัง”ไม่ใช่ความปรารถนา ไม่ใช่ความรู้สึก แต่คือ “การตัดสินใจ” ที่จะเดินหน้าต่อไปด้วยกัน ข้ามพรมแดน ข้ามภาคส่วน และข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมยิ่งขึ้น ขอให้ทุกท่านเก็บรักษาความหวังนั้นไว้ และนำความหวังดังกล่าวกลับไปสู่บ้าน ประเทศ และองค์กร



