ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว หลังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดเวทีไทย-เอไอ พาสปอร์ต ฟอรัม เพื่อระดมรับฟัง-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น “โครงการ TH-AI Passport” มีนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นประธาน รวมทั้งนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ, น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลฯ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด นักวิชาการจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมงานกว่า 400 คน โดยประเด็นสำคัญที่ถูกขยายผลคือ ผู้ประมูลงานที่ได้ มีความใกล้ชิดกับนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจรัฐ และจะนำไปขยายผลตรวจสอบ ไปถึงการยื่นเรื่องให้องค์กรตรวจสอบ โดยช่วงหนึ่งของการถามตอบ ในการจัดเวทีไทย-เอไอ พาสปอร์ต “นายธีระชาติ ก่อตระกูล” อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และคณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน ได้ตั้งคำถามถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสของโครงการ ทั้งเรื่องการที่ รมว.ดีอีรู้จักผู้ชนะการประมูลหรือไม่ การใช้งบประชาสัมพันธ์ และตั้งข้อสังเกตว่าหากโครงการมีข้อสงสัยและความเสี่ยงด้านความโปร่งใสมากขนาดนี้ เอกชนผู้รับสัญญาควรพิจารณายกเลิกสัญญาก่อนหรือไม่

ด้าน “นายไชยชนก” ชี้แจงว่า ในส่วนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำ แต่ยอมรับว่ารู้จักผู้ชนะงานเป็นการส่วนตัว ในฐานะผู้ที่เคยทำงานภาคเอกชนและทำงานมาหลายด้าน ย่อมรู้จักบุคคลจำนวนมากในประเทศ และเป็นไปไม่ได้ ที่จะไม่รู้จักผู้ที่เข้าชนะการประมูลงานของกระทรวงใดเลย “ยืนยันไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และรายละเอียดทั้งหมดเป็นหน้าที่ของฝ่ายข้าราชการประจำที่ได้ชี้แจงไปแล้ว” นายไชยชนก กล่าวและว่า ยอมรับรู้จักและคุ้นเคยกับบริษัทชนะประมูล ซึ่งคือ บ.แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) จริง แต่ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์ในการประมูลโครงการ TH-AI Passport แต่อย่างใด
ส่วน “นายพชร อนันตศิลป์” ปลัดกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า กระทรวงได้รับข้อเสนอแนะจำนวนมาก และเตรียมนำไปใช้ในการเจรจากับคู่สัญญา เพื่อปรับรูปแบบการดำเนินโครงการให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามอง คือแนวคิดการปรับเงื่อนไขการจ่ายเงินจากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นการจ่ายตามกรอบโครงการ ไปสู่หลักการ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” หรือจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง เพื่อลดความเสี่ยงที่ภาครัฐจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน หากมีผู้ใช้งานต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดข้อครหาเรื่องความคุ้มค่า และทำให้ภาครัฐไม่เสียเปรียบ หากจำนวนผู้ลงทะเบียน ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 5 ล้านคน
ขณะเดียวกันยังออกมาชี้แจง ประเด็นที่สังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับ การกำหนดให้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อจำนวน 1,500 จอ โดยยืนยันว่าเป็นเพียงองค์ประกอบย่อยของโครงการ และใช้งบประมาณ ประมาณ 900,000 บาทเท่านั้น ไม่ได้เป็นสาระหลักของโครงการตามที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์

ส่วน “น.ส.รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินภายหลังรัฐบาลเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport ว่า ธงที่คณะ กมธ. ยึดมั่นคือ ต้องการให้มีการล้มเลิก ยุติ และยกเลิกโครงการดังกล่าวทันที มีข้อเสนอแนะโดยตรง ถึงนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ในฐานะผู้ออกนโยบายว่า แม้ทางปลัดกระทรวงดีอี จะอ้างว่าเป็นผู้ถืออำนาจในการยกเลิกสัญญาหรือไม่ก็ตาม แต่ในความเป็นจริง ฝ่ายการเมืองที่เป็นผู้ออกนโยบาย ย่อมมีอำนาจที่จะตัดสินใจ ท่านอยากให้เงิน 1,600 ล้านบาท คิดว่าเป็นอำนาจของฝ่ายการเมือง ที่สามารถตัดสินใจและสั่งปลัดได้ว่า ไม่ควรเดินหน้าต่อกับโครงการแบบนี้ ขอเสนอทางออกว่า รัฐมนตรีสามารถใช้วิธีพับโครงการ แล้วจ่ายค่าปรับบางส่วนให้แก่บริษัทเอกชน จากนั้นนำเงินงบประมาณที่เหลือทั้งหมดส่งคืนกลับเข้ากองทุน
เมื่อถามถึงกรณีภาพถ่ายของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหารบริษัท Plan B น.ส.รักชนก กล่าวว่า ไม่ว่าคนในพรรคจะมีความสัมพันธ์ในรูปแบบใดกับใครก็ตาม สส.กว่า 100 คนของพรรคปชน. ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกัน คือเดินหน้าทำงานตรวจสอบงบประมาณแผ่นดินอย่างเต็มที่และตรงไปตรงมา โดยไม่นำเรื่องส่วนตัวมาพิจารณา และได้ยื่นคำขาดทิ้งท้ายด้วยว่า “เจอแน่” ถ้าท่านเปิดลงทะเบียนเมื่อไหร่ มีคนลงทะเบียนเมื่อไหร่ ยื่น ป.ป.ช. แน่นอน
จากนี้ไปต้องวัดใจผู้บริหารกระทรวงดีอี จะเดินหน้าต่อหรือจะหยุด “โครงการ TH-AI Passport” เพราะถ้าเดินหน้าต่อ แม้จะปรับเงื่อนไข ทางแกนนำพรรคฝ่ายค้านคงไม่ยอม เพราะ “รักชนก ศรีนอก” สส. พรรค ปชน. ทิ้งท้ายว่า ถ้าเปิดลงทะเบียนเมื่อไหร่ มีคนลงทะเบียนเมื่อไหร่ ยื่น ป.ป.ช. แน่นอน ซึ่งจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของ “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรค ภท. ในฐานะ รมว.ดีอี

ก่อนหน้านั้นมีเสียงวิจารณ์เรื่องสิทธิประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะเงินกองทุนเลี้ยงชีพแบบตลอดชีพ หรือบางคนเรียกบำนาญ ทำให้ในการประชุมคณะ กมธ.กิจการสภา ที่มี นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม (กธ.) เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงระบบสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ของอดีตสมาชิกรัฐสภา และผู้ปฏิบัติงานให้แก่ สส. ซึ่ง “นายภัณฑิล น่วมเจิม” สส.กทม. พรรค ปชน. เสนอให้พิจารณา โดย กมธ.ได้เผยแพร่สรุปผลการประชุมวาระดังกล่าว ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ กมธ.ได้พิจารณาและมีข้อสรุปเบื้องต้น คือ แนวทางการบริหารจัดการกองทุน เพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ให้ทบทวนปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ การดำรงตำแหน่งของอดีตสมาชิกรัฐสภา ที่จะมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพแบบตลอดชีพ โดยต้องมีระยะเวลาดำรงตำแหน่งรวมทุกวาระ ตั้งแต่ 48 เดือน หรือ 4 ปีขึ้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับวาระดำรงตำแหน่งของ สส.ตามที่กำหนดไว้ใน รธน. ทั้งนี้เพื่อลดภาระขอรับการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ และเพิ่มสภาพคล่องของกองทุน
นอกจากนี้ได้เสนอให้ระดมจัดหารายได้เข้ากองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา รวมถึงปรับเพิ่มอัตราการส่งเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อความเหมาะสม สำหรับอดีตสมาชิกรัฐสภา ที่ดำรงตำแหน่งไม่นาน และได้ส่งเงินเข้ากองทุนจำนวนน้อย ลดความเหลื่อมล้ำในการได้รับสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการจากภาครัฐ เมื่อเทียบกับการรับเงินบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ และเพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ในการลาออกจากตำแหน่งของ สส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือ สว. เพื่อให้สมาชิกลำดับถัดไปเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งจะมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพ รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นๆ จากกองทุนระยะยาว

ขณะที่ประเด็นการจัดสวัสดิการให้แก่บุคคล เพื่อปฏิบัติงานให้แก่ สส. ที่ประชุมรับทราบหลักเกณฑ์การแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติงานให้แก่ สส. ซึ่งเป็นไปตามระเบียบรัฐสภา โดย สส.แต่ละรายสามารถตั้งบุคคลเพื่อช่วยดำเนินงานได้ 8 คน ซึ่งจำนวนดังกล่าว สอดคล้องกับภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบของ สส. ซึ่งมีขอบเขตที่กว้างขวาง ทั้งภารกิจด้านการประชุมสภา การประชุม กมธ. การพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี และการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา ข้อร้องเรียน และประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนและการสนับสนุนภารกิจของ สส. ด้านนิติบัญญัติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนประเด็นการเบิกจ่ายค่าอาหารและค่าล่วงเวลาของผู้ปฏิบัติงานสนับสนุนการประชุมสภา ที่ประชุมเห็นควรให้ทบทวนเพื่อจัดอาหารมื้อเย็น สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีร้านอาหารเปิดให้บริการ เพื่อลดผลกระทบต่อประสิทธิภาพ การทำงานและคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ที่ประชุม กมธ. พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การศึกษาเกี่ยวกับการปรับปรุงสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภา อดีตสมาชิกรัฐสภา บุคลากรในวงงานรัฐสภา และผู้ปฏิบัติงานสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐสภา เป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบ ให้ตั้งอนุ กมธ.เพื่อพิจารณาศึกษาแล้วรายงาน กมธ.กิจการสภา ต่อไป
ต้องรอดูแนวทางในการปรับเงื่อนไข โดยเฉพาะเงินกองทุนเลี้ยงชีพแบบตลอดชีพ หรือบางคนเรียกว่าบำนาญ ซึ่งถือเป็นสิทธิที่สมาชิกรัฐสภาได้รับ เมื่อนำเสนอที่ประชุมรัฐสภา จะได้รับการสนองตอบหรือไม่ เพราะบางคนอาจไม่ต้องการเสียสิทธิที่ได้รับ
ทีมข่าวการเมือง



