กรณี เดลินิวส์ เกาะติดการแก้ไขปัญหา สิ่งปลูกสร้างอาคารวิลล่าบน อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี หลังจากที่ กอ.รมน.ภาค 4 นำโดย พล.ท.อนุสรณ์ โออุไร แม่ทัพน้อยที่ 4/ รอง ผอ.รมน.ภาค 4 ได้เข้าดำเนินการแก้ไขด้วยการใช้กลไกของคณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 ภายใต้ สมุยโมเดล เข้าตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างอาคารวิลล่าหรู ในพื้นที่ลาดชันสูง กำหนดเป้าหมายจำนวน 24 จุด ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง อ.เกาะสมุย โดยในการเข้าตรวจสอบเป้าหมาย พบการกระทำผิด จำนวน 93 ราย ในฐานความผิด 5 พ.ร.บ. ประกอบด้วย ควบคุมอาคาร, ก่อสร้าง, โรงแรม, สิ่งแวดล้อม และ การประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าว พร้อมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันยังพบการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงรายงานต่อ ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี และล่าสุด ป.ป.ช.ภาค 8 ร่วมกับ ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงพื้นที่ เปิดโครงการ ปักหมุดหยุดทุจริต หลังพบมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง และการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวในลักษณะใช้นอมินีชาวไทย
ป.ป.ช.ลุยเอาผิดวิลล่าหรูเกาะสมุย พบทำผิดก.ม.ชัด ลั่นข้าราชการต้องตรงไปตรงมา

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 25 ก.ย. นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผวจ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ล่าสุดคณะทำงานเฉพาะกิจ ซึ่งมีนายบันดาล สถิรชวาล รอง ผวจ. เป็นประธานได้ดำเนินการตรวจสอบบริษัทนิติบุคคล ที่จดทะเบียนในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี 21,073 ราย พบการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย 7,096 ราย มากสุดที่ อ.เกาะสมุย 5,096 ราย รองลงมาคือ อ.เกาะพะงัน 1,932 ราย เป็นธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ 4,834 ราย โรงแรม 994 ราย ร้านอาหาร 936 ราย ธุรกิจท่องเที่ยว 173 ราย รถเช่า 108 ราย และอีคอมเมิร์ซ 51 ราย ซึ่งคณะทำงานได้กำหนดเป้าหมายในการเข้าปฏิบัติการนำร่องตรวจสอบ 5 จุด เนื่องจากเป้าหมายแต่ละแห่งเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลมากกว่า 50 นิติบุคคล โดยทางตำรวจภูธรจังหวัดจะเป็นผู้รับผิดชอบบูรณาการกำลังเข้าดำเนินการในเร็วๆ นี้

นายธีรุตม์ กล่าวด้วยว่า ในจำนวนบริษัทนิติบุคคลเป้าหมายที่จะทำการตรวจสอบนั้น ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีชาวต่างด้าวถือหุ้นในอัตราส่วนร้อยละ 49 และมีชาวไทยอย่างน้อย 2 คน เข้าไปถือหุ้นรวมกันในอัตราร้อยละ 51 ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริการอื่น ๆ เช่น ร้านอาหาร โดยใน 5 กลุ่มนิติบุคคลที่จะเข้าตรวจสอบเป็นนิติบุคคลที่มีชาวไทยเข้าไปเป็นหุ้นส่วนที่จดทะเบียนบริษัทในชื่อของบุคคลซ้ำกันมากกว่า 30 บริษัท และมีที่ตั้งของนิติบุคคลที่เดียวกัน โดยบางที่อยู่พบว่าเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลมากถึง 87 บริษัท

“ล่าสุดได้รับรายงานจากศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตำรวจภูธร จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งได้ดำเนินการกวาดล้างจับกุมต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี แล้วมีการใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) เหตุเกิดในพื้นที่ อ.เกาะสมุย และ เกาะพะงัน ผลดำเนินการระหว่าง ก.ค. 2567 ถึงวันที่ 9 ก.ย. 2568 จำนวน 18 คดี โดยคดีบางส่วนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน บางส่วนได้สรุปสำนวนฟ้องต่อพนักงานอัยการ และบางส่วนศาลได้มีคำพิพากษาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งภายหลังตนได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ บูรณาการหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การทำงานจะมีเอกภาพและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันสถานการณ์การประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวที่ใช้นอมินีคนไทย ยิ่งขยายวงกว้างและรุนแรงมากขึ้น ซึ่ง จ.สุราษฎร์ธานี ถูกระบุว่า มีปัญหารุนแรง อยู่ในลำดับที่ 3 รองจาก จ.ชลบุรี และ กรุงเทพฯ” นายธีรุตม์ กล่าว




