หากย้อนกลับไป เหตุถนนทรุดจนเกิดการยุบตัวกลางกรุงเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง เช่น กรณีอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนพังถล่มระหว่างก่อสร้าง บริเวณถนนอุดมสุข ช่วงเดือน ก.พ. 65, กรณีรถบรรทุก ตกฝาท่อบ่อพักสายไฟฟ้า โครงการสายไฟลงดิน บริเวณปากซอยสุขุมวิท 64/1 ถนนสุขุมวิท ช่วงเดือน พ.ย. 66, กรณีคอสะพานเกษะโกมล ทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ระหว่างถนนนครไชยศรี ตัดถนนพระราม 5 ช่วงเดือน ต.ค. 67 และล่าสุดบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถนนสามเสน ซึ่งเป็นโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก)
จากกรณีเหล่านี้จะสังเกตได้ว่าเหตุการณ์ถนนทรุด หรือยุบตัวและขยายเป็นวงกว้าง ส่วนหนึ่งอยู่ในพื้นที่การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุง พัฒนารองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น และการขยายตัวของเมือง ทั้งเรื่องการสัญจร การปรับภูมิทัศน์ และระบบการระบายน้ำของเมืองใหญ่

“ชุมชนเมือง เดลินิวส์” สอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรโครงสร้าง ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำๆ หรือสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับงานก่อสร้าง ปรับปรุงที่กำลังดำเนินการอยู่ หรือกำลังจะลงมือทำว่า สำหรับกรณีถนนทรุดบริเวณ รพ.วชิรพยาบาล ลำดับแรกต้องเร่งหาสาเหตุให้เจอเพราะบริเวณจุดก่อสร้างเป็นชั้นดินอ่อน ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องจนส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ถนนทรุดตัวหรือยุบตัวนั้น คาดว่ามี 3 ปัจจัย ประกอบด้วย 1.สภาพชั้นดินของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่เป็นชั้นดินอ่อนจึงส่งผลให้ดินไหลตัวได้ง่าย 2. เรื่องของน้ำหรือความชื้น ซึ่งในใต้ดินจะมีท่อระบายน้ำอยู่ รวมถึงน้ำที่มาจากด้านบนอย่างเช่นกรณีฝนตก น้ำท่วมจะทำให้ดินไหลได้ง่ายขึ้น

และ 3.พื้นที่นั้นๆ ต้องมีโพรงใต้ดินถึงจะทำให้ดินเคลื่อนตัว ซึ่งบริเวณที่เกิดเหตุครั้งนี้เป็นการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินมีการทำใน 2 ส่วน คือบริเวณตัวสถานีใต้ดินและอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน ทั้งนี้เมื่ออยู่ใต้ดินจะมีทั้งแรงดันต่างๆ เยอะมากหากลึกลงไป 16-20 เมตร ก็จะมีแรงดันน้ำมหาศาล จึงคิดว่าในมุมมองงานด้านวิศวกรรมควรต้องกลับมาทบทวนระบบการออกแบบการก่อสร้างใต้ดินลึก ๆ ในพื้นที่ชั้นดินอ่อน โดยเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทย จำเป็นต้องทบทวนกันใหม่ เพราะเกิดประเด็นขึ้นซ้ำ ๆ ทั้งกรณีอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน และบริเวณหน้าวัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งมีลักษณะเป็นโครงการบ่อพักสายไฟลงดิน
ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีรูปแบบคล้ายกัน ดังนั้น ในทางวิศวกรรมจึงต้องประเมินความปลอดภัยกันใหม่ทั้งหมด รวมถึงต้องเพิ่ม Factor of Safety หรือปัจจัยความปลอดภัยให้มากขึ้นจากมาตรฐานเดิมที่มีอยู่ เนื่องจากเป็นการก่อสร้างในชั้นดินอ่อน ซึ่งชั้นดินแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน อีกทั้งปัจจุบันปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่อยู่ในชั้นใต้ดินมีการเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น ดังนั้น แบบมาตรฐานที่ใช้ก่อสร้างในพื้นที่ชั้นดินอ่อน ควรเพิ่มสัดส่วนความปลอดภัยให้มากขึ้นในอนาคต

ศ.ดร.อมร ระบุถึงสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุทรุดตัว ในพื้นที่ก่อสร้างโครงการใต้ดินว่า การสังเกตความเปลี่ยนแปลงบริเวณจุดก่อสร้างเป็นหน้าที่ของคนทำงานในพื้นที่ ที่ต้องระมัดระวัง หากเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติเรื่องความไม่แน่นของดิน ต้องรีบสั่งหยุดงานก่อสร้าง รีบแจ้งอพยพคน มีการปิดถนน เรื่องเหล่านี้สำคัญ รวมถึงการติดตั้งเครื่องอุปกรณ์วัด การขยับตัวของดิน ที่ควรเป็นระบบการวัดและแจ้งเตือนแบบ “เรียลไทม์” มีการวัดต่อเนื่อง มีการแจ้งเตือนเมื่อขยับจนถึงค่าวิกฤติหรือจุดวิกฤติ รวมทั้งควรมีแผนการก่อสร้างใต้ดินที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนตามแนวถนน หรือแนวการก่อสร้าง ว่า หากเกิดการยุบหรือทรุดตัวของถนน ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่ในรัศมีใดบ้าง
ศ.ดร.อมร สะท้อนจากเหตุการณ์นี้ เห็นว่า ภาครัฐควรเริ่มทำการแบ่งพื้นโซนที่อยู่ใกล้เคียงกับแนวการก่อสร้างว่ามีความเสี่ยงระดับใด หรือเรียกว่า เป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยง จุดใดควรต้องอพยพ หากเกิดเหตุในการก่อสร้าง.

ทีมข่าวชุมชนเมืองรายงาน



