จากกรณีเดลินิวส์ นำเสนอข่าว “เจ้าพี” สุวิน หรือ “น้องพี ชนคาน” จากรายการ “ซูเปอร์เท็น” ที่ออกอากาศ เมื่อปี 2560 ภายหลังไปออกรายการ และแสดงความสามารถ “น้องพี” มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา จากนั้นยังคงฝึกฝนทักษะฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในยอดนักฟุตบอลในรุ่นเดียวกัน จนได้รับโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนใหญ่ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอลคือ “สวนกุหลาบวิทยาลัย” ตอนมัธยมศึกษาปีที่ 2 และลงเล่นเป็นตัวหลักให้ทีมโรงเรียนเรื่อยมา ซึ่งขณะนี้ สุวิน อายุ 16 ปี เรียนอยู่ ม.4 และเป็นส่วนหนึ่งของทีม “ชมพู-ฟ้า” ทำศึกฟุตบอลกรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ 2025 และพาทีมผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ น้องพี ยังไม่ได้ถือว่าเป็นคนไทย และไม่มีแม้แต่ “นามสกุล” มีเพียงชื่อว่า “สุวิน” เท่านั้น
“พีซุป” สุวิน แข้งไร้สัญชาติ ที่รอวันลงเล่นให้ทีมชาติไทย
ทีมข่าวเดลินิวส์ ได้สัมภาษณ์พิเศษ นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสัญชาติ และทะเบียนราษฏร ถึงกรณี น้องสุวิน ที่ฝัน อยากจะมีสัญชาติไทย และรับใช้ฟุตบอลทีมชาติไทย โดยนายสุรพงษ์ กล่าวว่า จากข้อมูลในเบื้องต้น พบว่า น้องสุวิน มีบิดา มารดา เป็นคนเมียนมา แต่น้องสุวิน เกิดในไทย ที่โรงพยาบาลบางพลี อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552 น้องสุวิน จึงเป็นบุตรของคนต่างด้าว ที่ไม่ได้สัญชาติไทยตามหลักสายเลือดเพราะบิดาหรือมารดาไม่ได้มีสัญชาติไทย จึงต้องมาพิจารณาในส่วนของเรื่องการได้สัญชาติไทย โดยการเกิดตามหลักดินแดน ซึ่งน้องสุวิน มีข้อมูลว่า เกิดในประเทศไทย แต่กฎหมาย พ.ร.บ.สัญชาติของประเทศไทย มีข้อยกเว้นไว้ หากบิดาหรือมารดา เป็นบุคคลต่างด้าว ที่ถือพาสปอร์ตเข้ามาในประเทศไทย หรือมีสัญชาติอื่น บุตรที่เกิดในประเทศไทย ตามกฎหมาย พ.ร.บ.สัญชาติ ยังให้สัญชาติไทย แต่กฎหมายได้มีการเขียนเพิ่มเติมเอาไว้ว่า เด็กที่เกิดในประเทศไทย มีบิดา มารดา เป็นคนต่างด้าวและไม่ได้สัญชาติไทย ยังมีโอกาสที่จะได้สัญชาติไทย เนื่องจากมีมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 7 ธันวาคม 2559 ว่ามีกลุ่มบุตรคนต่างด้าวบุคคลใดบ้างที่เกิดในประเทศไทยสามารถจะได้รับสัญชาติไทย พอที่จะสรุปได้ออกเป็นทั้งหมด 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่ 1 ถ้าเด็กเป็นบุตรของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งได้เคยมีฐานะได้รับการรับรองว่าอาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้แก่ชนกลุ่มน้อย 19 กลุ่ม เช่น ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า บุคคลบนพื้นที่สูง หากมีบุตรที่เกิดในประเทศไทย และมีหลักฐานการเกิด โดยเฉพาะยังไม่ปรากฏสัญชาติใด หรือ ไม่ได้ไปใช้สัญชาติอื่น ซึ่งถือเป็นบุคคลที่ไร้สัญชาติ ทั้งยังต้องได้รับการศึกษาในประเทศไทยก็สามารถที่จะดำเนินการขอสัญชาติไทยได้ ซึ่งกรณี น้องสุวิน ไม่เข้าหลักเกณฑ์เนื่องจากบิดามารดาไม่ใช่ชนกลุ่มน้อย
ต่อมา กลุ่มที่ 2 ได้แก่กลุ่มที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศไทย มีบิดา มารดา เป็นคนต่างด้าว ที่ไม่ใช่ชนกลุ่มน้อย ซึ่งบิดามารดาของน้องสุวิน เข้าข่ายเป็นคนกลุ่มนี้
เนื่องจากว่า น้องสุวิน เกิดในประเทศไทย และมีหลักฐานการเกิด และไม่ปรากฏว่ามีการถือสัญชาติอื่นใดมาก่อน อีกทั้งยังสามารถพูดฟังภาษาไทยได้เข้าใจ มีความจงรักภักดีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีความประพฤติดี ไม่เคยมีโทษอาญา คนกลุ่มนี้ถ้าเกิดศึกษาจบในระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ก็สามารถที่จะยื่นขอมีสัญชาติไทย แต่กรณีของ น้องสุวิน นั้นยังอยู่ระหว่างการศึกษา และยังไม่จบปริญญาตรี ก็มีแนวทางที่จะยื่นขอสัญชาติไทยได้หากมีความจำเป็นต้องได้รับสัญชาติไทย ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็จะสามารถดำเนินการยื่นขอสัญชาติ เพื่อลงรายการสัญชาติไทยได้

กรณี น้องสุวิน ที่กำลังอยู่ระหว่างการศึกษา และมีความจำเป็นต้องได้รับสัญชาติไทย ต้องมาดูถึงเหตุผลว่ามีความจำเป็นในการขอสัญชาติไทยมากน้อยเท่าใด ซึ่งรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทยหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ ต้องเห็นชอบด้วยจึงสามารถมาขอสัญชาติไทยได้ เพราะฉะนั้นการยื่นขอสัญชาติไทยต้องมีเหตุจำเป็นจริงๆ ว่าถ้าเกิดบุคคลนั้นไม่มีสัญชาติไทย ทำให้ไม่สามารถทำอะไรซึ่งเป็นประโยชน์กับสังคมไทยได้หรือทำประโยชน์ให้กับตัวของเขาเองได้ โดยที่ผ่านมาเคยมีบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยด้วยเหตุนี้มาแล้ว คือน้องพลอย ยลฤดี ปิยะทัต เด็กนักเรียนไร้สัญชาติ โรงเรียนสตรีระนอง ซึ่งมี บิดา มารดา เป็นแรงงานที่อยู่ในประเทศไทย น้องพลอยเกิดในประเทศไทย เรียนหนังสืออยู่ในประเทศไทย ระหว่างที่เรียนหนังสืออยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษา และน้องพลอยได้รับเชิญให้ไปแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ในระดับโลก ที่จัดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ไม่สามารถเดินทางไปร่วมแข่งขันได้ ด้วยสาเหตุไม่มีสัญชาติไทย เหตุเพราะสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ที่จะดำเนินการออกวีซ่า แจ้งว่า หากน้องพลอย ซึ่งเป็นบุคคลไม่มีสัญชาติ ก็ไม่สามารถออกวีซ่าให้ได้ ในขณะนั้นจึงได้มีการประสานงานกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความเห็นชอบให้ น้องพลอย ได้รับสัญชาติไทย จนสามารถได้รับวีซ่า และเดินทางไปแข่งขัน โครงงานวิทยาศาสตร์ในระดับโลก ที่สหรัฐอเมริกาได้
อีกกรณีหนึ่ง คือ น้องน้ำผึ้ง ปัญญา ที่จำเป็นจะต้องเดินทางไปแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลก ที่สหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกันแต่เดินทางไปแข่งขันอีกรัฐหนึ่ง ไม่ได้ไปงานเดียวกันกับ น้องพลอย แต่การแข่งขันจัดใกล้ๆ กันและเวลาต่างกันไม่กี่เดือน ซึ่งน้องน้ำผึ้ง ปัญญา เป็นบุตรของกลุ่มชนกลุ่มน้อย ตามกลุ่มที่ 1 ที่จังหวัดเชียงราย ได้มีการยื่นเรื่องขอมีสัญชาติไทยไปก่อนแล้ว แต่กระบวนการในการดำเนินการยังล่าช้า ทำให้น้องน้ำผึ้ง อาจจะหมดโอกาสเดินทางไปแข่งขัน เพราะทางสถานทูตสหรัฐอเมริกา ไม่ออกวีซ่าในการเดินทางให้ แต่สุดท้ายก็มีการดำเนินการตามหลักการในการขอมีสัญชาติไทยได้สำเร็จและสามารถเดินทางไปแข่งขัน หลังจากนั้น น้องน้ำผึ้งก็ได้เข้ารับการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย และสามารถจบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จากกรณีตัวอย่าง ทั้ง 2 กรณี จะเห็นได้ว่า น้องสุวิน มีโอกาสที่จะยื่นเรื่องขอมีสัญชาติไทย หากมีเหตุจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปแข่งขัน หรือไปคัดตัว เพื่อจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่จะหารือกับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือมีสโมสรฟุตบอลในประเทศไทย คัดเลือก น้องสุวิน เข้าร่วมเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และมีการแข่งขันในลีกอาชีพของประเทศไทย เช่น สโมสรการท่าเรือ สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ด้วยเหตุว่า ผู้ที่จะมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ต้องมีสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลจากสัญชาติใด ซึ่งหาก บุคคลนั้นไม่ปรากฏสัญชาติ ก็อาจจะไม่สามารถเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้ ซึ่งด้วยเหตุนี้อาจมองได้ว่า น้องสุวิน จำเป็นต้องได้รับการมีสัญชาติ เพื่อให้ น้องสุวิน สามารถมีอาชีพนักฟุตบอลอาชีพ ทั้งยังมีโอกาสไปแข่งขันในระดับลีกต่างๆ หรือเป็นตัวแทนของประเทศไทย ซึ่งสุดท้ายก็อยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะพิจารณา
หรือตามกลุ่มที่ 3 คือ น้องสุวิน เกิดในประเทศไทยและไม่ได้รับสัญชาติไทย หากทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย โดยเป็นที่ปรากฏ เป็นที่รู้เห็นแล้วว่า เด็กคนนี้ ถึงไม่มีสัญชาติไทย แต่ได้ทำหรือสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศไทย ก็สามารถที่จะยื่นขอมีสัญชาติไทยได้ โดยมีหนังสือรับรองการทำคุณประโยชน์เหล่านั้น จากหน่วยงานของรัฐ ในระดับกรมหรือเทียบเท่ากรมขึ้นไป ก็จะสามารถมาขอสัญชาติไทยได้ เช่นกรณีน้องหม่อง ทองดี ที่ทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ในการแข่งขันเครื่องร่อนกระดาษ จนสามารถไปแข่งขันในระดับโลก และได้รับรางวัลที่ประเทศญี่ปุ่น จนมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานของรัฐในระดับกรม รับรองมา ซึ่งหากน้องสุวิน มีหน่วยงาน ในระดับกรมขึ้นไปรับรอง ว่าทำคุณประโยชน์ เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในบางเรื่อง ก็สามารถที่จะดำเนินการยื่นขอสัญชาติไทยได้ ซึ่งก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ในการที่ น้องสุวิน จะได้รับสัญชาติไทย
แต่หากปรากฏว่า น้องสุวิน ถือสัญชาติอื่นอยู่แล้ว ก็ไม่สามารถมาขอสิทธิในการยื่นขอสัญชาติไทยได้เพราะถือว่าเป็นคนที่มีรัฐรับรองอยู่ ไม่ใช่คนไร้สัญชาติ ซึ่งบุคคลไร้สัญชาติ โดยหลักการรัฐไทยมีหน้าที่หาสัญชาติให้ กระบวนการการขอมีสัญชาติก็จะง่ายขึ้น แต่ถ้าหากน้องสุวิน มีสัญชาติอื่น ก็ยังสามารถขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ แต่ต้องดูในรายละเอียด กระบวนการก็จะยุ่งยากและมีความล่าช้า เช่นกรณีของโค้ชเช โค้ชเทควันโดทีมชาติ ซึ่งมีสัญชาติเกาหลีใต้อยู่แล้ว แต่ต้องการแปลงสัญชาติเป็นไทย แม้ว่าโค้ชเช จะสร้างชื่อเสียง ทำผลงาน และได้รับการศึกษาในประเทศไทย สามารถพูดไทยได้ ก็ยังใช้เวลาหลายปี กว่าจะได้สัญชาติไทย
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า อยากให้กำลังใจน้องสุวินในการพัฒนาตนเองให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นจนมีโอกาสก้าวหน้าทางการเล่นฟุตบอล เพราะหากมีสโมสรไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศติดต่อให้เล่นฟุตบอลอาชีพ ก็อาจเป็นเหตุผลในการยื่นขอสัญชาติไทยต่อไปได้.



