เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 ก.ย. ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ  นายไชยชนก ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)  ได้เดินทางมาสักการะไหว้ศาลพระพรหม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ  อาคาร บี  ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยมีศาสตราจารย์วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด และเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง โดยทีมงานได้แจ้งว่าเป็นการเดินทางมาไหว้มาสักการะเท่านั้นเมื่อเสร็จพีธีก็เดินทางกลับ ยังไม่ได้เดินทางเข้ากระทรวงดีอีที่ อาคาร ซี แต่อย่างใด

นายไชยชนก กล่าวว่า  การมาดำรงตำแหน่ง รมว.ดีอี ตนเคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรคที่มากประสบการณ์จะให้ทำงานอยู่ตรงไหน ตนเองไม่ได้เลือกว่าจะไปตรงไหนอย่างไร แต่สิ่งสำคัญ คือไม่ว่าจะไปตรงไหนก็จะทำให้สุดความสามารถ  โดยมี เรื่องอย่างทำหลายอย่างแต่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา ก็ต้องเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

ตอนนี้สถาการณ์ไม่ปกติ มีภัยรุมเร้าหลายเรื่อง จึงเน้นเรื่องป้องกันภัยและประคับประครองช่วยเหลือประชาชน  และในตัวเศรษฐกิจและอุตสหากรรมต่างๆที่อยู่ภายในใต้กระทรวงดีอีให้ผ่านพ้นวิกฤติในช่วง 4 เดือนนี้ไปให้ได้  ไม่ว่าจะเป็นภัยความมั่นคงระหว่างประเทศ  เรื่อ ภูมิรัฐศาสตร์รอบโลกที่เราปฎิเสธไม่ได้ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชาเท่านั้น

รวมถึง ความมั่นคงทางการเมือง  ภัยเศรษฐกิจ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยแน่นอนย่อมส่งผลต่อการบริหารอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ  โดยจะใช้ความสำคัญเรื่องแพลตฟอร์มและค่าธรรมเนียม ต่างๆ ที่เรียกเก็บ โดยการศึกษาแล้วคิดว่าทำได้  ซึ่งถ้าเป็นไปได้อาจไม่ต้องถึงกับเปลี่ยนกฎกระทรวง   นอกจากนี้จะให้ความสำคัญอย่างมากคือเรื่องภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถลงไปแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งในระยะยาวได้แล้ว เพราะเวลาเลยมาเยอะจากที่วางแผน แต่สิ่งที่สามารถทำได้ คือ นำสิ่งที่มีอยู่ที่ดีอยู่แล้ว  ระบบที่ท่านหัวหน้าอนุทิน ได้เซ็ตไว้ก่อนที่จะมาเป็นฝ่ายค้าน ในการใช้ข้อมูลต่างๆ ที่ช่วยให้เราไปแหล่งที่น้ำท่วมได้ก่อนเกิดเหตุครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประกลับมาใช้ และนำประสบการณ์ที่เคยทำศูนย์อพยพมาเซ็ตเป็นแนวทางในการปฎิบัติให้ข้าราชการสามารถเป็นที่พึ่งพาให้ประชาชนหากเกิดเหตุได้ จะเป็นการบูรณาการระหว่างหลายกระทรวง ซึ่งจะเห็นในอนาคตอันใกล้นี้

นอกจากนี้จากนี้จะมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในกระบวนการผ่านด่าน และศุลกากรต่างๆ ซึ่งจากการที่ปิดด่านชายแดน ทำให้มีสินค้าที่แอบลักลอบนำเข้า เล็ตลอดเข้ามา ซึ่งเบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับ รมว.คลังบ้างแล้ว ซึ่งมีความเห็นตรงกันไม่ว่าจะเป็นการเสริมเทคโนโลยี และบังคับใช้กฎหมายให้เข้มขึ้น ซึ่งรวมถึงเรื่องยาเสพติด และลักลอบเข้าเมืองด้วย ถ้านำเทคมาช่วย การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการฮิวแมน เออร์เรอร์ (Human Error) ซึ่งในระยะเวลา 4 เดือน อาจจะแก้ปัญหาไม่ได้หมด แต่จะเป็นข้อมูลหรือแนวทางสำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต่อ อีก 4 ปีได้