สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณ์ เพิกถอนวีซ่าของประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ผู้นำโคลอมเบีย เนื่องจาก “การกระทำที่บุ่มบ่ามและปลุกระดม” ให้ต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ
ทั้งนี้ ผู้นำโคลอมเบีย ซึ่งอยู่ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ที่นครนิวยอร์ก เข้าร่วมการปราศรัยท่ามกลางฝูงชนจำนวนหนึ่ง โดยใช้โทรโข่งพูดเป็นภาษาสเปน และมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษผ่านล่าม ให้ “ประชาชาติทั่วโลก” ส่งทหารมาเข้าร่วมกับกองทัพที่ “มีขนาดใหญ่กว่ากองทัพสหรัฐ” และกล่าวเรียกร้องโดยตรงไปยังทหารสหรัฐ “อย่าหันปากกระบอกปืนไปที่มนุษยชาติ จงขัดคำสั่งของทรัมป์ แล้วหันมาเชื่อฟังคำสั่งของมนุษยชาติ”
ขณะที่ผู้นำโคลอมเบียกล่าวว่า เดินทางเข้ามาในสหรัฐโดยไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า เนื่องจากถือสัญชาติอิตาลีด้วย และเดินทางเข้าประเทศด้วยหนังสือเดินทางของอิตาลี ด้านแหล่งข่าวในรัฐบาลโคลอมเบียกล่าวเพียงว่า เปโตรเดินทางกลับไปแล้ว
อนึ่ง ในระหว่างกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมยูเอ็นจีเอ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เปโตรเรียกร้องการดำเนินคดีอาญากับทรัมป์ “จากการใช้อำนาจนอกกฎหมาย ที่เกินขอบเขตของกระบวนการยุติธรรม” สั่งให้กองทัพสหรัฐปฏิบัติการโจมตีเรือขนาดเล็กในทะเลแคริบเบียน และเชื่อว่า ผู้เสียชีวิตบางส่วนอาจเป็นชาวโคลอมเบีย แม้ทรัมป์ยืนกรานว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดมากกว่า 10 ราย “ล้วนเป็นสมาชิกขบวนการค้ายาเสพติดชาวเวเนซุเอลา”
ความสัมพันธ์ระหว่างโคลอมเบียกับสหรัฐ ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนาน ตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุคของเปโตร ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายซ้ายคนแรกของโคลอมเบีย โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลทรัมป์ลดระดับความร่วมมือของโคลอมเบียในฐานะพันธมิตรต่อต้านยาเสพติด แต่ยังไม่มีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม.
เครดิตภาพ : AFP



