การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ก้าวข้ามจาก ‘ปัญหาเชิงสิ่งแวดล้อม’ กลายเป็น ‘ภัยพิบัติ’ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของมวลมนุษยชาติ โดยประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกมาหารืออย่างเข้มข้นในเวทีเสวนา SX Talk Stage หัวข้อ ‘From Climate Change to Disaster: จากวิกฤติภูมิอากาศสู่ภัยพิบัติ’ ภายในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สำหรับผู้ร่วมเสวนาในครั้งนี้ประกอบด้วย ‘ปวิช เกศววงศ์’ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ผู้อำนวยการ Climate Economy Agenda และ BRANDi Institute of Systematic Transformation (BIOST), และ ‘ดร.กรรณิการ์ เฉิน’ รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ โดยมี ‘กรุณา บัวคำศรี’ ผู้สื่อข่าวและผู้ผลิตสารคดีด้านสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ
‘ปวิช เกศววงศ์’ เปิดเผยว่า ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศอย่างยิ่ง โดยอ้างอิงจากรายงานของ Germanwatch ที่เคยจัดอันดับไทยอยู่ในกลุ่ม 1 ใน 10 ประเทศ ที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ แม้ปัจจุบันอันดับจะดีขึ้น แต่ก็ไม่อาจวางใจได้ เนื่องจากผลกระทบมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี ทั้งพายุ น้ำท่วม ดินถล่ม ภัยแล้ง ไปจนถึงโรคระบาดที่เกิดตามมา

“หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ไทยอาจเผชิญการเปลี่ยนแปลงรุนแรง โดยเฉพาะระดับน้ำทะเลที่อาจสูงขึ้น 1–2.5 เมตรในปี 2050 ซึ่งจะกระทบต่อประชากรนับล้านและโครงสร้างเศรษฐกิจโดยตรง” ปวิชย้ำ
ด้าน ‘ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล’ ได้นำเสนอผลการศึกษาเชิงลึกจาก Carbon Institute for Sustainability (CBiS) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งระบุว่า ‘Climate Disaster’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลกในรูปแบบของคลื่นความร้อนที่คร่าชีวิตผู้คน น้ำท่วมที่สร้างความเสียหายมหาศาล ภัยแล้งที่กระทบเกษตรกรรม ไฟป่าที่ทำลายพื้นที่สีเขียว และพายุที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การสหประชาชาติประเมินว่ามีความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศกว่า 202 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
พร้อมเสนอแนวทางในการรับมือ 6 ประการ ได้แก่ การรายงานข้อมูลที่โปร่งใส, การพัฒนาศักยภาพ, การปรับตัว, การบัญชีภูมิอากาศ, การลดผลกระทบ และการสร้างนวัตกรรม โดยย้ำว่าแนวทางทั้งหมดนี้ต้องเดินควบคู่ไปกับความร่วมมือในระดับโลกตามกรอบ Sendai Framework for Disaster Risk Reduction 2015 ซึ่งเน้นการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติเป็นหัวใจสำคัญ
ขณะที่ ‘ดร.กรรณิการ์ เฉิน’ กล่าวว่า นอกจากการทำงานเชิงนโยบายแล้ว ‘การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม’ ผ่านการศึกษาและการสื่อสารก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากประชาชนไม่ตระหนักหรือไม่เข้าใจวิธีป้องกัน ผลลัพธ์จากการทำงานเชิงโครงสร้างอาจไม่บรรลุเป้าหมาย โดยผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเสวนาจำนวน 53 คน พบว่ากว่า 90% ยอมรับว่ายังไม่มีความพร้อม หรือมีแต่ไม่เพียงพอต่อการรับมือภัยพิบัติ โดยในจำนวนดังกล่าว 90.6% ระบุว่า น้ำท่วมคือภัยที่กังวลมากที่สุด ตามด้วยแผ่นดินไหวและดินถล่ม ส่วนหัวข้อที่ผู้เข้าร่วมอยากเรียนรู้มากที่สุดคือ ‘การเอาตัวรอดและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น’
“ความท้าทายใหญ่ที่สุดคือเรื่องข้อมูล เราต้องทำให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันและน่าเชื่อถือ รวมถึงถ่ายทอดออกมาในภาษาที่ประชาชนเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้เกิดการรับรู้และการลงมือปฏิบัติจริง” ดร.กรรณิการ์กล่าว พร้อมเปิดเผยว่า องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติเตรียมเปิดตัวพิพิธภัณฑ์ใหม่ชื่อ Futureum เพื่อสื่อสารเรื่องอนาคตและการเตรียมความพร้อมต่อภัยพิบัติในมิติที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชนทุกวัย
การเสวนาครั้งนี้สะท้อนว่าปัญหาภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องที่สามารถผลักไปในอนาคต ทว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วและจะทวีความรุนแรงขึ้นหากไม่มีการรับมือให้เท่าทัน ซึ่งทั้งผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และภาคสังคมต่างเห็นพ้องต้องกันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงพฤติกรรม พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมในทุกระดับเพื่อไม่ให้วิกฤติภูมิอากาศขยายวงกว้างจนกลายเป็นหายนะใหญ่ของประเทศและภูมิภาค



