จากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงเทพฯ พบว่ามากกว่าจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เกือบ 3 เท่า (ประชากรระบุในทะเบียนบ้านประมาณ 5.5 ล้านคน ประชากรแฝงประมาณ 2.7 ล้านคน)

เมืองจะสุขยั่งยืนได้ ต้องรักษาคนเก่งไว้
งาน “Sustain Daily Talk 2025” หัวข้อ สุขยั่งยืน : ร่วมลงมือทำ สู่แรงบันดาลใจ Sustainable Happiness : An Act To Inspire จัดโดย “เดลินิวส์” “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) มาร่วมฉายภาพ กทม. เดินหน้าสร้างเมืองที่สุขได้จริง ในเวที “Sustain Daily Talk 2025” ว่า แม้ตัว เลขกรุงเทพฯ จะติดอันดับน่าเที่ยว แต่ไม่ได้หมายความว่ากรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่น่าอยู่ เมื่อย้อนมาดูการจัดอันดับเมืองน่าอยู่เทียบกับ หลาย ๆ เมืองทั่วโลก กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับ 98 จากการจัดอันดับ 140 เมืองทั่วโลก แสดงให้เห็นว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความสุขชั่วคราว มาเที่ยว 5-7 วัน สนุกกับความวุ่นวายของเมือง ถ้าอยู่ยาว ๆ ไม่น่าอยู่เท่าใดนัก ดังนั้นเป็นงานที่ท้าทายที่จะต้องไต่อันดับขึ้นมา
“จะมีปัญหาตามมาถ้าเมืองไม่มีความสุขอย่างยั่งยืน จะดึงดูดคนเก่งไว้ในกรุงเทพฯ และในประเทศไม่ได้ สุดท้ายประเทศจะรอดยาก เพราะเราไม่ได้แข่งเรื่องเม็ดเงินลงทุน แต่จะแข่งขันว่าเมืองไหนจะมีคนเก่งได้มากกว่า ประเทศเราจะต้องรักษาคนเก่ง ๆ ให้อยู่ในประเทศ เพราะรุ่นลูกหลานเราคงไม่อยากอยู่เมืองไทย อยากไปทำงานต่างประเทศมากกว่า”

กรุงเทพฯ เมืองน่าตื่นเต้น แต่ Low facility
อย่างไรก็ตามเมื่อดูการจัดอันดับเมือง น่าอยู่เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน สิงคโปร์อยู่อันดับที่ 33 ฮ่องกงอยู่อันดับที่ 54 กัวลาลัมเปอร์ อยู่อันดับที่ 78 โฮจิมินห์อันดับที่ 112 ถามว่าเรามีความหวังหรือไม่ จากที่ไปเยือน “โคเปนเฮเกน” ประเทศเดนมาร์ก สามารถนำมาเป็นตัวอย่างการพัฒนาเมืองของประเทศไทยได้ ในปี 1960 เกิดปัญหาน้ำเน่าทั้งเมือง ต่อมาในปี 1980 มี การทำโครงการบำบัดน้ำเสีย ทำเรื่องจัดการขยะ จนในปีนี้ “โคเปนเฮเกน” ได้รับเลือกเป็น เมืองน่าอยู่อันดับ 1 ของโลก เป็นเรื่องราวที่ ไม่ได้เกิดขึ้นภายใน 100 ปี แต่เมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงในช่วงชีวิต
ประเทศไทยถ้าเกิดความร่วมมือ สามารถทำได้แต่ต้องมีแผน และการกำหนดเป้าหมาย เช่นเดียวกับสิงคโปร์ในปี 1980 เน้นการสร้าง Productivity หรือความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณค่าทำให้สิงคโปร์อยู่รอดได้ เน้นเรื่องการพัฒนาคนด้วยการศึกษา ปราบปรามเรื่องคอร์รัปชันทำให้เป็นศูนย์ ต่อมา ในปี 2005 สิงคโปร์ทำเมืองให้มีความน่าอยู่น่าเที่ยวในเชิงตื่นเต้น (exciting) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดสนามบินชางงี ติดอันดับหนึ่งของโลก เพราะเริ่มต้นที่ Productivity
ย้อนกลับมาดูที่ประเทศไทย กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าตื่นเต้น เร้าใจ แต่เราเป็นเมือง ที่ Low facility หรือการขาดสิ่งอำนวยความสะดวก ตัวอย่างที่ชัดเรื่องการเดินทาง กรุงเทพฯมีปัญหาจราจร ทำให้เสียเวลาเป็นชั่วโมง เมื่อเราขาดความสามารถในการสร้าง Productivity จึงเป็นเรื่องยากที่เมืองจะทำให้คนมีความสุข สรุปได้ว่าเรามีความสุขแต่ไม่ได้ยั่งยืน จึงต้องปรับปรุง
“คำว่ายั่งยืนอีกอย่างคือ เราจะไม่เอาทรัพยากรของคนรุ่นต่อไปมาใช้เพื่อความสุขปัจจุบัน” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกล่าว ว่า ขณะนี้เราเริ่มเห็นผลของการใช้อย่างไม่ยั่งยืนมาในรูปแบบของโลกร้อน ขณะเดียวกัน เราต้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นของส่วนกลาง เราเร่งกันปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุดท้ายเด็กรุ่นหลังจะไม่มีอากาศดีที่จะหายใจ กลายเป็นคนป่วย เช่นเดียวกับงบประมาณถือว่าเป็นของส่วนกลาง

“คอร์รัปชัน” ศัตรูความยั่งยืน
ชัชชาติ เปิดประเด็นว่าศัตรูของความยั่งยืนของประเทศไทยแตกออกมาเป็น 3 เรื่อง ดังนี้ 1.เรื่องคอร์รัปชัน คือความไม่ยั่งยืนอย่างหน้าด้าน คือการนำทรัพยากรของคนรุ่นใหม่มาเผาโดยไม่มีประโยชน์เกิดขึ้น หากเราไม่แก้ปัญหาคอร์รัปชัน สร้างความโปร่งใสไม่มีทางที่จะยั่งยืนได้ และความยั่งยืนจะสืบเนื่องไปถึงความเจริญทางเศรษฐกิจ 2.ความไม่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เมื่อพูดถึงความยั่งยืนในประเทศไทยมักพูดถึงบริษัทใหญ่ ๆ ในประเทศไม่ว่าจะเป็น ปตท. เอไอเอส เหล่านี้เป็นต้น บริษัทใหญ่มีเป้าหมายที่จะปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ มองว่าเป็นเรื่องไกลตัวของคนส่วนใหญ่ แต่เมื่อมองเรื่องใกล้ตัว ประเทศเรามีธุรกิจเอสเอ็มอี 3 ล้านราย, เกิด การจ้างงาน 9 ล้านคน คนเหล่านี้จะอยู่รอดใน ปีหน้าหรือไม่ ยังไม่รู้
“หัวใจของการตั้งเป้าหมายควรซอยย่อยเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคน เพื่อให้ คนรู้สึกว่าผูกพันกับชีวิต ยกตัวอย่างของแม่ค้าพ่อค้าหาบเร่แผงลอยคงไม่เข้าใจเรื่องการปลดปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ อย่างโครงการของ กทม. นำมาซอยย่อย เช่น เริ่มทำโครงการไม่เทรวม ปลูกต้นไม้ล้านต้น”
3.ความเพิกเฉย เพราะคนรู้สึกว่าไม่ ต้องทำอะไรเพราะไม่กระทบกับชีวิต เช่น การแยกขยะ และขยะเป็นปัญหาใหญ่ของ กทม. ซึ่งเกิดขึ้นถึงวันละ 1 หมื่นตัน เสียค่ากำจัดขยะปีละ 7.5 พันล้านบาท
“ขณะที่เราเสียเงินกับภาคการศึกษาประมาณ 5 พันล้านบาทต่อปี จะเห็นว่า ใช้เงินกับการกำจัดขยะมากกว่าค่าการศึกษา ซึ่งวันที่ 1 ต.ค. 68 กทม. จะเก็บค่าขยะที่แพงกว่าบ้านที่ไม่แยกขยะ เพราะสุดท้ายแล้วจะได้มีเงินเหลือไปช่วยสนับสนุนด้านการศึกษาของเด็กให้ดีขึ้น”

ใช้เทคโนโลยีเหมาะสมสร้างเมืองน่าอยู่
ชัชชาติ กล่าวว่า จากการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ตลอดระยะเวลา 3 ปี สิ่งที่ภูมิใจมากที่สุดคือ เรื่องความไว้วางใจ มีความโปร่งใส ถ้าไม่มีเรื่องนี้ยากที่จะยั่งยืน ก่อนที่มาดำรงตำแหน่ง กทม. ถูกพูดถึงในด้านทุจริตคอร์รัปชัน ประชาชนไม่มีความไว้วางใจ กทม. จึงต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม กระจายอำนาจ ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยนำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue มาใช้ วันแรกที่เปิดใช้ระบบเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 65 ปรากฏว่ามีคนแจ้งเรื่องมาเป็นหมื่นเรื่อง จนคอมพิวเตอร์พัง ซึ่งผู้ว่าฯ สามารถเห็นได้ว่าเรื่องค้างอยู่ที่หน่วยงานใด
ตัวเลขล่าสุดมีคนแจ้งความเดือดร้อนมากกว่า 1.73 ล้านเรื่อง แก้ไขไปแล้ว 8.6 แสนเรื่อง แต่ละปัญหาสามารถรู้ถึงระยะเวลาแก้ไข เดิมสถิติมีคนแจ้งมา 6 หมื่นเรื่องต่อเดือน ขณะนี้เหลือ 3 หมื่นเรื่อง ประชาชนมีความสุขมากขึ้น และรู้ได้ว่าเขตไหนทำงานเป็นอย่างไร เพราะมีระบบให้ดาวกับผู้ที่ทำงาน ระยะเวลาการแก้ไขปัญหาเหลือประมาณ 2 วัน เดิมใช้ เวลาเป็นเดือน ส่วนการยื่นขออนุญาตในเรื่องต่าง ๆ ใช้ระบบออนไลน์ เพื่อไม่ให้เจอหน้ากัน ป้องกันการคอร์รัปชันได้ แม้ว่าคนยังไม่ค่อยชิน แต่ค่อย ๆ ปรับไป ขณะเดียวกันได้ไล่ข้าราชการออกไป 28 คนหลังตรวจพบว่าทุจริต
สภาพแวดล้อมของกรุงเทพฯ เปลี่ยน แปลงไปในทางที่ดีภายหลัง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. โดยเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เช่น ปรับปรุงทางเท้าเพื่อเอื้อต่อการเดิน ขณะนี้ทำไปแล้ว 1,000 กม.

“ปรับปรุงฟุตปาธ 1 กม. ใช้เงินประมาณ 1 ล้านบาท ดีกว่าการสร้างรถไฟฟ้า 1 สาย ใช้เงินประมาณ 30,000 ล้านบาท 1,000 กม. ใช้เงินประมาณ 1,000 ล้านบาท ทำให้คนเดินทางสะดวกกว่าเยอะเลย จุดไหนไม่มีทางเท้าใช้วิธีทาสีถนนแบบญี่ปุ่น ทำให้คนเดินสะดวกขึ้น”
ปรับปรุงถนนสวยมากกว่า 100 กม. แล้ว และเป็นถนนสวยระดับแพลตทินัม เช่น ถนนพระราม 4, ถนนอังรีดูนังต์ ขณะที่โครงการปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น ปลูกไปแล้ว 2.4 ล้านต้น ตลอดจนการทำให้คนใน กทม. มีสุขภาพดี มีการตรวจสุขภาพคนกรุงเทพฯ ไปแล้ว 1 ล้านคน ทำให้มีฐานข้อมูลความเจ็บป่วยของคนแต่ละเขต
ส่วนการดูแลกลุ่มคนเปราะบาง กทม. จัดทำธนาคารอาหาร (Food bank) นำอาหารเหลือจากซูเปอร์มาร์เกต และบริษัทจำหน่ายอาหารที่ยังไม่หมดอายุ และยังบริโภคได้มาแจกจ่ายไปแล้ว 4 ล้านมื้อ ไม่ก่อให้เกิด ขยะอาหาร ช่วยลดปล่อยคาร์บอนได้ 2,600 ตัน แจกจ่ายประชาชนได้ 3 แสนคน จะเห็นว่า ไม่ได้ใช้งบประมาณ แค่แมชชิ่งแล้วทำให้เกิด การแบ่งปัน นอกจากนี้ กทม. ได้จัดทำศูนย์สำหรับคนไร้บ้าน ซึ่งมีจำนวน 1,200 คน ให้มีที่อาบน้ำ ที่พักพิง
“ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ทุกคนต้องร่วมมือกัน ทำโครงการหลาย ๆ โครงการ จะเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ขอพลังทุกคนร่วมสร้างเมืองแห่งความสุขอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน.



