สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ว่า นายเจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ แถลงเมื่อวันพุธ ประณามพรรคเดโมแครตยังคงเล่นเกมการเมืองกับการชัตดาวน์รัฐบาลกลาง ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา หลังวุฒิสภาไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณระยะสั้นได้ทัน และเตือนว่า สิ่งที่ควรทำตอนนี้ คือการลดความกังวลต่อผลกระทบซึ่งเกิดขึ้นกับประชาชน ไม่ใช่การนั่งบ่นและเรียกร้องเอาแต่ได้
.@VP: "We want to do everything that we can to help the American people, but when the Democrats shut down the government, we have to actually do a little triage to make sure the most critical and most essential services are provided." pic.twitter.com/ilqN6EAlCX
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) October 1, 2025
ทั้งนี้ การที่กว่าวุฒิสภาจะกลับมาประชุมอีกครั้ง คือวันศุกร์ที่ 3 ต.ค. นั่นหมายความว่า ภาวะชัตดาวน์จะมีความยืดเยื้อ ซึ่งนางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ในบางกรณีสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “บีบบังคับ” ให้รัฐบาลต้องดำเนินการในสิ่งที่ไม่ต้องการ นั่นคือ การเลิกจ้างเพื่อประหยัดงบประมาณ โดยกำลังมีการหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และกล่าวโทษพรรคเดโมแครต ว่าเป็นผู้ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมาก “ต้องพบกับจุดจบ”
.@PressSec: "Sometimes you have to do things you don't want to do, and it's because the Democrats have put us into this position. If the Democrats did not vote to shut down the government, we would not be standing up here talking about layoffs today." pic.twitter.com/SNt6yy7NqF
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) October 1, 2025
ขณะที่นายชัค ชูเมอร์ แกนนำเสียงข้างน้อยของพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา กล่าวหาพรรครีพับลิกัน ว่า “กำลังกดดัน” ให้เดโมแครตต้องยอมรับร่างงบประมาณ โดยพรรคเดโมแครตยังคงยืนยัน ว่าต้องการหลักประกันงบประมาณด้านการดูแลสุขภาพสำหรับประชาชนรายได้น้อยก่อน จึงจะยอมตกลง
ด้านพรรครีพับลิกันเสนอใช้มาตรการงบประมาณชั่วคราวจนถึงกลางเดือน พ.ย. นี้ แต่ต้องการปรับลดงบประมาณด้านการดูแลสุขภาพสำหรับกลุ่มรายได้น้อย ซึ่งพรรครีพับลิกันมองว่า มีการขยายสิทธิด้านการรักษาพยาบาลให้กับผู้อพยพผิดกฎหมายด้วย แต่พรรคเดโมแครตปฏิเสธ โดยย้ำว่า กฎหมายของสหรัฐห้ามบุคคลไร้เอกสารเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาลที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอยู่แล้ว
อนึ่ง บรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการชัตดาวน์ครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าเมื่อปี 2561 เนื่องจากครั้งนั้นยังมีบางงบประมาณบางส่วนที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว ผิดกับครั้งนี้ ซึ่งอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐมากถึง 40% จากทั้งหมดประมาณ 750,000 คน ต้องหยุดทำงานชั่วคราว.
เครดิตภาพ : AFP



