สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ว่า นายเจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ แถลงเมื่อวันพุธ ประณามพรรคเดโมแครตยังคงเล่นเกมการเมืองกับการชัตดาวน์รัฐบาลกลาง ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา หลังวุฒิสภาไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณระยะสั้นได้ทัน และเตือนว่า สิ่งที่ควรทำตอนนี้ คือการลดความกังวลต่อผลกระทบซึ่งเกิดขึ้นกับประชาชน ไม่ใช่การนั่งบ่นและเรียกร้องเอาแต่ได้


ทั้งนี้ การที่กว่าวุฒิสภาจะกลับมาประชุมอีกครั้ง คือวันศุกร์ที่ 3 ต.ค. นั่นหมายความว่า ภาวะชัตดาวน์จะมีความยืดเยื้อ ซึ่งนางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ในบางกรณีสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “บีบบังคับ” ให้รัฐบาลต้องดำเนินการในสิ่งที่ไม่ต้องการ นั่นคือ การเลิกจ้างเพื่อประหยัดงบประมาณ โดยกำลังมีการหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และกล่าวโทษพรรคเดโมแครต ว่าเป็นผู้ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมาก “ต้องพบกับจุดจบ”


ขณะที่นายชัค ชูเมอร์ แกนนำเสียงข้างน้อยของพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา กล่าวหาพรรครีพับลิกัน ว่า “กำลังกดดัน” ให้เดโมแครตต้องยอมรับร่างงบประมาณ โดยพรรคเดโมแครตยังคงยืนยัน ว่าต้องการหลักประกันงบประมาณด้านการดูแลสุขภาพสำหรับประชาชนรายได้น้อยก่อน จึงจะยอมตกลง


ด้านพรรครีพับลิกันเสนอใช้มาตรการงบประมาณชั่วคราวจนถึงกลางเดือน พ.ย. นี้ แต่ต้องการปรับลดงบประมาณด้านการดูแลสุขภาพสำหรับกลุ่มรายได้น้อย ซึ่งพรรครีพับลิกันมองว่า มีการขยายสิทธิด้านการรักษาพยาบาลให้กับผู้อพยพผิดกฎหมายด้วย แต่พรรคเดโมแครตปฏิเสธ โดยย้ำว่า กฎหมายของสหรัฐห้ามบุคคลไร้เอกสารเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาลที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอยู่แล้ว


อนึ่ง บรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการชัตดาวน์ครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าเมื่อปี 2561 เนื่องจากครั้งนั้นยังมีบางงบประมาณบางส่วนที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว ผิดกับครั้งนี้ ซึ่งอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐมากถึง 40% จากทั้งหมดประมาณ 750,000 คน ต้องหยุดทำงานชั่วคราว.

เครดิตภาพ : AFP