นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยภายในงาน ESG Symposium 2025 ว่า เอสซีจีได้ระดมความเห็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม พร้อมผู้เชี่ยวชาญทั้งใน และต่างประเทศกว่า 300 ราย จัดทำเป็นสมุดปกขาว เตรียมยื่นให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นแนวคิดการเปลี่ยนผ่านเร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน โดยเป็นการร่วมออกแบบ และขับเคลื่อนนโยบายโครงการที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้ทำให้ประเทศไทย กลับมามีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราสูงเช่นเดียวกับที่ผ่านมา ผ่านมาตรการ 3 ด้าน ประกอบด้วย

“ช่วงที่ผ่านมาไทยเคยมีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจปีละ 10% ลดลงมาเหลือปีละ 7% ลงมาเหลือ 5% จนกระทั่งปีล่าสุดอยู่ที่ 2%กว่าๆ เพราะไทยยังขาดเครื่องยนต์ ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ที่ไทยกำลังจะมีปริมาณเงินรอบใหม่จากนักลงทุนนับล้านล้านบาท มีความจำเป็นไทยต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการใช้พลังงานพลังงานสะอาด หากทำได้ภายใน 2 ปี จะจุดประกายไฟให้เศรษฐกิจของไทย โดยต้องขึ้นอยู่กับความชัดเจนเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐาน เพราะวันนี้เราผลิตไฟฟ้าสะอาดได้เพียง 15% แต่ต้องการเพิ่มเป็น 70% เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ หากไม่เร่งปรับโครงสร้างเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว จะเสียโอกาสดึงการลงทุน เพื่อผลักดันจีดีพี จะในระยะยาว ที่จะกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจสู่รากหญ้า ผ่าน เศรษฐกิจ บีซีจี ความสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจ”

สำหรับข้อเสนอที่จะเสนอให้รัฐบาลมี 3 ด้าน
1. ปลดล็อก ปรับโครงสร้าง วางระบบพลังงานเสรีครบวงจร เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน เร่งวางระบบพลังงานเสรีอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระบบส่งให้บุคคลที่ 3 และการส่งเสริมสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง พร้อมปรับโครงสร้างระบบพลังงานให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในต้นทุนที่เหมาะสม เพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า
2. ยกระดับเอ็มอี สู่ความยั่งยืนและแข่งขันได้จริง จัดตั้งศูนย์ครบวงจร เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงเงินทุน ความรู้ และเทคโนโลยีได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีแเข้าสู่ตลาดแข่งขันได้จริง
3.เร่งเตรียมความพร้อมปรับตัวรับมือโลกรวน ด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือ ดำเนินการวางรากฐานการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง ผ่านความร่วมมือกับเครือขายพันธมิตร นำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ประโยชน์ พร้อมศึกษาและนำแนวทางนโยบายจากต่างประเทศมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของไทย เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติโลกรวน

น.ส.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ไทยติดกับดักต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จากต้นทุนการผลิต ไฟฟ้าสีเขียว มีการปรับราคา และการลงทุนลดลง ทำให้ไทยมีโอกาสสูญเสียตำแหน่งในห่วงโซ่การผลิตจากบริษัททข้ามชาติ มีอัตราการว่างานของประเทศไทยเริ่มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนการใช้พลังงานไม่ยั่งยืน หากพิจารณาจากโครงสร้างการใช้พลังงานในปัจจุบันยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ทางทีดีอาร์ไทย ได้รวบรวมข้อเสนอที่เป็นทางออกในการเปลี่ยนผ่านรองรับเศรษฐกิจสีเขียว 3 ระยะ ดังนี้

มาตรการระยะสั้น
เร่งออกนโยบายส่งเสริมตลาดซื้อ-ขาย ไฟฟ้าหมุนเวียนโดยตรง(Direct PPA) , สร้าง “ช่องทางด่วนสีเขียว” สำหรับโครงการที่ได้รับการ รับรองว่ามีความสำคัญต่อการบรรลุ เป้าหมาย NDC ของประเทศ , ลดกฎระเบียบจากการควบคุมที่ไม่จำเป็น เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการเกิดความ คล่องตัวเร่งปรับโครงสร้างราคาค่าไฟให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนเร่งเปิดสิทธิการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของภาครัฐ (Third-Party Access) โดยคิดค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรม เพื่อประโยชน์ประชาชน และยังช่วยลดภาระของรัฐและผู้ผลิตไฟฟ้า เปิดสิทธิ์การเชื่อมต่อระบบโครงขายไฟฟ้า อย่างเป็นธรรมและ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และกำหนด ค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม ส่งเสริมและสนับสนุนการทําสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (PPA) ระหว่างภาคอุตสาหกรรมและผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด
มาตรการระยะกลาง
ให้นโยบายพลังงานของประเทศบูรณาการมากขึ้น เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน วางแผนนโยบายพลังงานชาติแบบบูรณาการ (National Energy Plan) โดยมีเป้าหมายร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม , ส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าและการลงทุน
มาตรการระยะยาว
ให้นโยบายพลังงานสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงแผนการลดก๊าซเรือนกระจกระยะยาว , วางแผนนโยบายพลังงานให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนลดก๊าซเรือนกระจกระยะยาวของประเทศไทย (NDC 3.0)
ทั้งนี้แผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว จะต้องมีการรองรับบริการด้านจำหน่ายไฟฟ้า ผ่านสายส่งพลังงานไฟฟ้า โดยวางขั้นตอนการเปิดให้กลุ่มนักลงทุนเป็นภาคเอกชนรายอื่นๆ ที่มีความพร้อมเข้ามารร่วมพัฒนา ( Third-Party Access (TPA) มีแนวทาง 3 ระยะ ดังนี้
เฟส 1 (ภายในปี 2573) เปิด TPA ให้ภาคส่งออกและผู้ผลิตขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ CBAM (รวม 40% ของความต้องการไฟฟ้าประเทศ) เพราะเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านอย่างเร่งด่วน เพื่อเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
เฟส 2 (ภายในปี 2580) เปิด TPA ครอบคลุมอุตสาหกรรมขนาดเล็ก เพื่อขยายปริมาณการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพิ่มสัดส่วนเป็น 51% ตามแผน PDP 2024 (ร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2567-2580)
เฟส 3 (ภายในปี 2593) เปิด TPA ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด 74%)

นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งมีจำนวน 3.25 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วน 99.5% มีปริมาณการจ้างงาน 13 ล้านราย หรือ 70% ของแรงงานภาคเอกชน กำลังประสบปัญหาที่ต้องการให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งมาตรการระยะสั้น กลาง ยาว ต้องการให้เร่งเติมทุนให้ ยกระดับมาตรฐานและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า โอกาสเชื่อมโยงตลาดใหม่ กฎระเบียบที่ยังซับซ้อน และขาดทักษะอนาคต การสร้างช่องทางการเงินใหม่ๆ ที่ไม่ผูกติดอยู่กับระบบธนาคารที่มีความเข้มงวดต่อการพิจารณาสินเชื่อสูง เช่น กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ 3-4% ต่อปี เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัว และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันต่อไป
นอกจากนี้การเตรียมความพร้อมในการรับมือวิกฤตโลกรวน เป็นโจทย์เร่งด่วนที่ประเทศต้องเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เพราะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และความผันผวนของทรัพยากร กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประเทศ การเร่งเตรียมพร้อมอย่างรอบด้าน จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็นโดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นำเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้มาใช้ ยกระดับความสามารถในการปรับตัว ลดความเสี่ยง และสร้างภูมิคุ้มกันอย่างเป็นระบบ



