สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ว่า เว็บไซต์รัฐกิจจานุเบกษาของสหรัฐเผยแพร่ประกาศของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เกี่ยวกับการเตรียมบังคับใช้โครงการเงินประกันการขอวีซ่าอย่างถาวร
ทั้งนี้ ผู้ยื่นขอวีซ่าจาก 50 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา อาจต้องวางเงินประกันสูงสุด 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 670,499.69 บาท) เพื่อเป็นเงื่อนไขในการได้รับวีซ่า
ประกาศดังกล่าวระบุว่า มาตรการนี้ครอบคลุมผู้ขอวีซ่าประเภท บี1 และ บี2 สำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งเจ้าหน้าที่กงสุลมีอำนาจพิจารณาเรียกเก็บเงินประกันตามความเหมาะสมในแต่ละกรณี
The State Department began a visa bond pilot program last year, which applied to nationals of the 50 countries listed below.
— Aaron Reichlin-Melnick (@ReichlinMelnick) July 31, 2026
World Cup fans may remember this as the reason that Vozinha's mom initially couldn't get a visa to see her son play (she couldn't afford to pay the bond). pic.twitter.com/zbomtyLPmq
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า โครงการนำร่องซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2568 แสดงให้เห็นว่า ระบบเงินประกันเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ในการลดปัญหาผู้ถือวีซ่าอยู่เกินกำหนด ซึ่งกฎใหม่ยกเลิกวงเงินประกันขั้นต่ำ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 167,624.92 บาท) และเพิ่มเพดานสูงสุดจาก 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 502,874.77 บาท) เป็น 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 670,499.69 บาท)
มาตรการจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ส.ค. นี้ โดยในจำนวน 50 ประเทศที่อยู่ในข่ายมาตรการ มี 30 ประเทศอยู่ในทวีปแอฟริกา
อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิผู้อพยพและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนวิจารณ์ว่า มาตรการดังกล่าวจะยิ่งทำให้การเดินทางเข้าสหรัฐของผู้ที่มีเจตนาบริสุทธิ์เป็นไปได้ยากขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่า มีความจำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



