บรรยากาศช่วงเช้าเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 69 ที่ สถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงควบคุมตัวนายฑนา หรือ “ป๋อง” เกิดทอง และนายธงชัย หรือ “ธง” ศรีนิล เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม ภายหลังทั้งสองถูกนำตัวไปชี้จุด และเจ้าหน้าที่พบร่างผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย

ภายหลังการสอบสวนต่อเนื่องตลอดทั้งคืน เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งการจัดทำประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ และจัดเตรียมเอกสารประกอบคำร้องขออำนาจศาลฝากขัง โดยผู้ต้องหาทั้งสองมีสีหน้าอ่อนล้าและเคร่งเครียดจากการสอบสวนเป็นเวลานาน และปฏิเสธตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับแรงจูงใจ ความรู้สึกผิด รวมถึงการขอขมาต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต

ก่อนถูกนำตัวไปศาล ป้าของนายป๋อง ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่วัยเด็ก ได้นำข้าวกะเพราหมูสับและน้ำดื่มมาเยี่ยม เนื่องจากเกรงว่าหลานชายจะไม่ได้รับประทานอาหารก่อนเข้าสู่กระบวนการฝากขัง

โดยป้าของนายป๋อง เปิดเผยว่า นายป๋อง เติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหาความรุนแรง โดยกล่าวอ้างว่าบิดาเคยทำร้ายลูกตั้งแต่วัยเยาว์ และเชื่อว่าเหตุการณ์ในอดีตอาจส่งผลต่อพฤติกรรมและสภาพจิตใจของหลานในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่านายป๋อง เคยถูกดำเนินคดีและต้องโทษจำคุกหลายครั้ง แม้จะไม่ทราบรายละเอียดของแต่ละคดี

ก่อนพ้นโทษครั้งล่าสุด นายป๋อง เคยบอกกับครอบครัวว่าจะกลับมาตั้งใจทำงาน เลี้ยงดูแม่และป้า ทำให้คนในครอบครัวมีความหวังว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่หลังพ้นโทษได้ไม่ถึง 2 เดือน กลับตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงที่มีผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย สร้างความเสียใจและผิดหวังให้กับครอบครัวอย่างมาก

“ยืนยันว่า แม้จะยังรักและผูกพันกับหลานชายในฐานะผู้เลี้ยงดู แต่ไม่สามารถยอมรับการกระทำที่เกิดขึ้นได้ พร้อมระบุว่า หากศาลพิพากษาลงโทษตามความผิด ก็พร้อมยอมรับกระบวนการยุติธรรม และจะไม่ยื่นประกันตัว เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ อีกทั้งกังวลว่าหากได้รับการปล่อยตัวอาจเกิดเหตุซ้ำ” ป้าของนายป๋อง กล่าว

นอกจากนี้ ป้ายังระบุว่า ไม่เคยพบเครื่องแบบตำรวจหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ภายในบ้าน และไม่ทราบว่านายป๋อง มีนายจ้างหรือบุคคลใดอยู่เบื้องหลัง เพราะหลานไม่เคยเล่ารายละเอียดการทำงานให้ครอบครัวทราบ

สำหรับครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ราย ป้ากล่าวว่า ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว พร้อมเห็นว่าเรื่องการกล่าวขอขมาและแสดงความรับผิดชอบ ควรเป็นหน้าที่ของนายป๋อง ที่จะต้องกระทำด้วยตนเองต่อครอบครัวผู้สูญเสีย

ป้าทิ้งท้ายว่า ครอบครัวเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่เคยสนับสนุนการกระทำผิดของหลาน แม้ยังมีความผูกพันในฐานะคนในครอบครัว แต่เห็นว่าคดีนี้ร้ายแรงเกินกว่าที่จะช่วยเหลือได้ และต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามกฎหมาย

กระแสข่าวล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.จะลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุด้วยตนเอง เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ลงที่สนามวิหารเซียน เพื่อเข้าตรวจพื้นที่เกิดเหตุ.