การหายตัวไปของ“เก๋” น.ส.ภาวิณี กอไธสง สาวโรงงานที่จากบ้านไปทำงาน-ไร้การติดต่อ ความพยายามตามหาและการขอความช่วยเหลือ กระทั่งได้คำตอบสะท้อนหลายแง่มุมน่าสนใจทั้งการติดตามคนหาย ไปจนถึงระบบการตรวจพิสูจน์ที่นำสู่การไขความจริง
“ทีมข่าวอาชญากรรม”พูดคุยกับมูลนิธิกระจกเงาที่มีบทบาทตามหาตั้งแต่ต้น โดยนายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา เผยเบื้องหลังเคสนี้รับแจ้งคนหายเมื่อปี 2556 ความลำบากแรกคือ ข้อมูลยังไม่ชัดเจนครบถ้วนในคราวเดียว แต่ทยอยมาเป็นระยะ เพราะพ่อแม่เก๋อยู่ จ.บุรีรัมย์ ส่วนคนหายอยู่ จ.ชลบุรี ประกอบกับประสบการณ์และบุคลากรมูลนิธิยังมีไม่มาก ทำให้ต้องใช้เวลารวบรวม วิเคราะห์ ซึ่งแม้จะผ่านไปนานก็ยังไม่พบ จึงสันนิษฐานอาจเสียชีวิต กลายเป็นศพนิรนามหรือไม่

“เก๋หายตัวไปและไม่ปรากฏในระบบการทำงานใดๆ ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ไม่ติดต่อญาติและเพื่อนสนิท จึงเริ่มไล่เรียงหาศพไร้ญาติในจ.ชลบุรี ระยอง ตราด จันทบุรี และใกล้เคียง แต่สมัยนั้นการค้นข้อมูลคนตายในพื้นที่เป็นเรื่องยาก จึงต้องตระเวนไปตามรพ.ว่าช่วงปีที่หายมีคนตายเป็นหญิงไม่ทราบชื่อบ้างหรือไม่”
การหาข้อมูลแบบนี้ เอกลักษณ์ ระบุ จำเป็นต้องลงพื้นที่เพื่อประสานงานและขอเปิดสมุดบันทึกศพ เวลานั้นข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้เชื่อมโยงระบบเดียวกัน ซ้ำบางรายที่เป็นกระดูกจะถูกบันทึกเพียงพบ“โครงกระดูกมนุษย์” ไม่ระบุเพศ ทำให้กรณีพบกระดูกไม่สามารถพิสูจน์ดีเอ็นเอได้ทันที ต้องมีเหตุอันควรทำให้เชื่อว่าน่าจะเป็นเคสที่ตามหาก่อน
กระทั่งต่อมาพบศพนิรนามเป็นหญิง 15 ราย ที่คาดว่าน่าจะใช่ แต่สุดท้ายตรวจแล้วก็ไม่ใช่เก๋ และยังพบศพนิรนามเพิ่มอีก ความยาก คือ บางศพที่เก็บไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอ มีเพียงบันทึกเป็นศพผู้หญิงแล้วนำไปฝัง ส่วนโครงกระดูกนิรนามที่พบในป่าหญ้าย่านลาดกระบัง ขณะนั้นไม่ได้ระบุเพศจึงยังไม่ได้พิจารณาตรวจสอบ เพราะมุ่งหาศพที่เป็นผู้หญิงก่อน

ยอมรับการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอส่งตรวจสมัยนั้นยาก เป็นการจับคู่ตรวจ คือ สงสัยศพใดต้องชี้ให้ตรวจแบบ 1 ต่อ 1 ไม่ใช่เก็บดีเอ็นเอจากพ่อแม่ ญาติพี่น้องแล้วโยนใส่ฐานข้อมูลค้นหาในระบบได้
“1-2 ปีที่ผ่านมา ฐานข้อมูลสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และนิติเวช รพ.ตำรวจ พัฒนาจนสามารถนำดีเอ็นเอของญาติคนหายมาตรวจสอบแล้วให้วิเคราะห์ว่าตรงกับดีเอ็นเอของศพใด เป็นเหตุผลว่าเราเก็บดีเอ็นเอของญาติได้ตั้งแต่ 12 ปีที่แล้ว แต่ไม่สามารถเจอศพได้ในทันที”
ขณะนี้มูลนิธิกระจกเงาจึงไปเก็บดีเอ็นเอของญาติใหม่ เพื่อนำมาเทียบดีเอ็นเอในถังข้อมูล เฉพาะในปีนี้เก็บไปกว่า 150 เคส ระบบข้อมูลศพนิรนามปัจจุบันถือว่าพัฒนาดีขึ้น แต่จะดีกว่าหากข้อมูลเหล่านี้อยู่ในถังเดียวกัน ยกตัวอย่าง ขณะนี้ตนเองกำลังลงพื้นที่เก็บข้อมูลดีเอ็นเอญาติคนหาย ต้องเก็บตัวอย่าง 2 ชุด เพื่อแยกส่งนิติเวชตำรวจ และสถาบันนิติวิทย์ฯ เนื่องจากข้อมูลสองหน่วยงานไม่เชื่อมโยงกัน

เบื้องต้นนำส่งตรวจประมาณ 140 ราย ในทั้งสองแห่งพบตรงกับศพนิรนามไม่ถึง 10 ราย เพราะทั่วประเทศมีนิติเวช 49 แห่ง ที่เหลืออาจอยู่นิติเวชอื่น กลายเป็นคำถามหากญาติต้องการตามหาคนหายที่คาดว่าตายไปแล้ว ต้องตระเวนไปทุกแห่งหรือไม่
“แล้วถามต่อง่ายๆ คือ คนเป็นชาวบ้านธรรมดาจะไปคุยกับเจ้าหน้าที่อย่างไร เพราะบางครั้งอาจพูดหรืออธิบายไม่ถูก” เอกลักษณ์ สะท้อนอีกข้อเท็จจริง
นอกจากเคสเก๋ ปัจจุบันยังมีเคสอื่น อย่างปี 2559 “เปีย”สาวโรงงานอีกรายหายตัวไปจากโรงงานย่านนวนคร ขณะนั้นมีทรัพย์สินติดตัวและมีเงินในบัญชีแต่ไม่มีความเคลื่อนไหว เคสนี้มีการเก็บดีเอ็นเอรอบใหม่พร้อมเก๋ แต่ยังเทียบผลไม่ตรงกับที่ใด ยังต้องตระเวนไปนิติเวชอื่น แต่ความยากขึ้น คือ บางกรณีพบเศษชิ้นส่วนกระดูก ไม่ได้พบเต็มร่างเหมือนเก๋ ทำให้อาจถูกส่งฝังโดยไม่ส่งเข้าระบบนิติเวช เป็นความยากที่แตกต่างกัน เมื่อตามหาคนหายยากระดับหนึ่ง การตามหาคนตายก็ยากไปอีกระดับจากความซับซ้อน เข้าไม่ถึงข้อมูล

ปัจจุบันฐานข้อมูลกลางที่เป็นข้อมูลศพนิรนามของคนนิรนาม เรียกว่า“ระบบ CIR”ของกระทรวงยุติธรรม ได้แต่หวังว่าหากนิติเวชต่างๆเมื่อรับศพนิรนาม บันทึกข้อมูล แนบรูปเข้าระบบจะมีโอกาสที่ญาติค้นข้อมูลเบื้องต้นพบได้ ทั้งนี้ มองการตรวจดีเอ็นเออาจไม่จำเป็นต้องทำทุกร่าง เพราะศพตายใหม่ยังสมบูรณ์ ใช้การตรวจลายนิ้วมือแทน ไม่ยุ่งยากและไม่เสียเงิน พร้อมทิ้งท้ายญาติใครหายไปนาน เคสเก๋อาจจุดประกายความหวังว่าการรอคอยยังมีวันสิ้นสุด
“ญาติใครที่หายไปนานแล้วยังไม่เคยแจ้งใคร ให้มาแจ้งเข้ามาเรามีกระบวนการติดตาม ปัจจุบันวิวัฒนาการสืบสวนสอบสวนกว้างมากขึ้น มีโอกาสที่คนหายจะกลับคืนครอบครัว และญาติจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเป็นระยะเวลานานอีกต่อไป”.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



