สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ว่าแถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยระบุว่า ผลการศึกษาที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร “ซีตีส์” พบว่า แม้แต่นโยบายด้านที่อยู่อาศัยซึ่งมีเจตนาดี ก็อาจยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาการแบกรับค่าที่อยู่อาศัย และวิกฤติคนไร้บ้านเลวร้ายลงอย่างมีนัยสำคัญ


แรงกดดันจากสภาพภูมิอากาศ เช่น ค่าใช้จ่ายด้านประกันภัยที่สูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานการก่อสร้างที่หยุดชะงัก และพฤติกรรมการลงทุนที่เปลี่ยนไป มีแนวโน้มเพิ่มความตึงเครียดด้านที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ


ผลการศึกษาคาดการณ์ ว่าการครอบครองบ้านบ้านอาจมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นถึง 2 เท่า ขณะที่ค่าเช่าอาจเพิ่มขึ้นมากถึง 45% ภายใต้แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง และต่อให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำ ภาวะคนไร้บ้านก็ยังอาจเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า และความสามารถในการจ่ายค่าเช่าอาจลดลง 23% เมื่อเทียบกับระดับเมื่อปี 2563


ทีมนักวิจัยได้ใช้ข้อมูลด้านที่อยู่อาศัย รายได้ และประชากรศาสตร์ระดับชาติ ในตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ เพื่อสร้างแบบจำลองที่แสดงให้เห็นว่า วิกฤติที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศและนโยบายต่าง ๆ ส่งผลกระทบร่วมกัน ต่อความสามารถในการจ่ายค่าที่อยู่อาศัย ปัญหาคนไร้บ้าน และแรงกดดันด้านค่าเช่า ได้อย่างไร


นโยบายที่ได้รับการออกแบบมาไม่ดีพอ ซึ่งเน้นไปที่เบี้ยประกันภัยหรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน อาจทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงยิ่งขึ้น จากการผลักให้ภาระทางการเงินตกไปอยู่ที่ผู้เช่า


นายเพย์แมน ฮาบิบี-มอชเฟก จากคณะการจัดการโครงการ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าวว่า การออกนโยบายใหม่ ๆ ด้านที่อยู่อาศัย จำเป็นต้องผ่านการจำลองสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงยิ่งขึ้น และจำเป็นต้องนำวิกฤติสภาพภูมิอากาศในอนาคตมาเป็นปัจจัยพิจารณา ในการพัฒนานโยบาย และแผนงานด้านที่อยู่อาศัยฉบับใหม่.

ข้อมูล : XINHUA

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES