เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 4 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัย ว่า มวลน้ำจากแม่น้ำยม ได้กัดเซาะคันดินริมถนนเลียบแม่น้ำ ในพื้นที่หมู่ 7 ตำบลท่าทอง อำเภอสวรรคโลก จนคันดินและผิวถนนขาด น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนและสวนของชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง หลายครัวเรือนต้องอาศัยอยู่บนโต๊ะและเตียงภายในบ้านเพื่อหลบน้ำ บางพื้นที่น้ำไหลเชี่ยวจนไม่สามารถเดินออกนอกบ้านได้

นางจำปี เขียวฤทธิ์ อายุ 68 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เผยว่า ปีนี้น้ำขึ้นเร็วและแรงมาก จากฝนและพายุทางภาคเหนือ ทำให้คันดินที่กำลังก่อสร้างถนนใหม่พังทลาย น้ำหลากเข้าท่วมสวนละมุดและบ้านเรือนอย่างไม่ทันตั้งตัว “อยู่กันแต่บนบ้าน กลัวออกไปข้างนอกเพราะน้ำแรงมาก กลัวโดนพัด” นางจำปี กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่น

บริเวณถนนสายหลักหน้าโรงจ่ายไฟฟ้าและวัดปากแคว ตำบลปากแคว ระดับน้ำยังท่วมสูง รถเล็กสัญจรลำบาก เจ้าหน้าที่ต้องปิดบางจุด และแนะประชาชนใช้เส้นทางเลี่ยงเมือง ขณะเดียวกันมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ลื่นไถลตกข้างทางหลายคัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ต่อมาเวลา 08.00 น. นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีมหาดไทย และนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ลงพื้นที่อำเภอสวรรคโลกและศรีสำโรง ให้กำลังใจผู้ประสบภัย พร้อมเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือโดยด่วน

ด้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถานการณ์ไม่น้อยหน้า หลังเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เพิ่มการระบายน้ำจาก 2,500 ลบ.ม. เป็น 2,700 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ระดับน้ำในแม่น้ำน้อยและคลองสาขาสูงขึ้นเฉลี่ย 5-10 เซนติเมตร

ที่วัดสนามไชย หมู่ 10 ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา กระสอบทรายแนวกั้นน้ำที่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านป้อมวางไว้พังทลายจากแรงคลื่นของเรือยนต์ น้ำทะลักเข้าท่วมวัดและบ้านชาวบ้านกว่า 20 หลัง พระภิกษุและเจ้าหน้าที่ต้องเร่งขนย้ายสิ่งของ เครื่องสังฆทาน และพระพุทธรูปหนีน้ำอย่างโกลาหล

นายสุเชษฐ บุญนิ่ม เจ้าหน้าที่วัดสนามไชย เล่าว่า “แนวกั้นแตกตอนเช้า น้ำไหลเข้ามาไม่ถึง 2 ชั่วโมง น้ำสูงครึ่งเมตรแล้ว ทุกคนต้องช่วยกันขนของหนีจ้าละหวั่น”

ขณะที่นายธเนศ สนธิ นายกเทศมนตรีตำบลหัวเวียง เปิดเผยว่า พื้นที่กว่า 20 ตารางกิโลเมตรของเทศบาล ถูกน้ำท่วมทั้งหมด ประชาชนกว่า 1,700 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบ หลายคนต้องอพยพไปอยู่ริมถนนหรือศาลาวัด พร้อมสะท้อนปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากว่า “ทุกปีเราอยู่กับน้ำขึ้นน้ำลงจนชิน แต่ไม่ใช่เรื่องปกติของชีวิต มันคือความล้มเหลวในการจัดการน้ำที่ต้องแก้ไขจริงจัง”