เมื่อเวลา 20.05 น. วันที่ 21 มิ.ย. ที่สนามกีฬาหมู่บ้านเคหะรานี 4 เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ขึ้นปราศรัยช่วยนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน พร้อมด้วยผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ฝั่งกรุงเทพตะวันออก พรรคประชาชน ตอนหนึ่งว่า กรุงเทพฯ มีศักยภาพ มีรายได้มากกว่ารายจ่าย มีเงินสะสม แต่อย่าลืมว่าท้องถิ่นไม่สามารถทำงบประมาณขาดดุลได้ วันนี้ต่อให้มีงบฯ ปีละแสนล้านบาท แต่อำนาจจำกัดจำเขี่ยอยู่ หากเทียบกับหัวเมืองที่พัฒนาแล้วในประเทศที่เจริญแล้ว
 
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น สส.พรรคประชาชน จึงพยายามผลักดัน พ.ร.บ.กทม.เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อทำให้ท้องถิ่นสามารถฝันใหญ่ได้ ทั้งนี้ งบฯ ปีละแสนล้านบาท หากผู้ว่าฯ ฝันใหญ่อยากทำระบบระบายน้ำ งบประมาณเป็นพันหรือหมื่นล้านบาท เพื่อทำอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่หรือทำโปรเจกต์อะไรก็ว่าไป แต่สุดท้ายจะโครงการต้องไปเข้าข้อบัญญัติงบประมาณประจำปีของ กทม. คนอนุมัติคือสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ซึ่งบรรดา ส.ก.ที่บอกว่าเป็น ส.ก.อิสระ คือส.ก.ทีมผู้ว่าฯ ชัชชาติหรือไม่ ที่เราอยากเปลี่ยนวัฒนธรรมการเลือกตั้งท้องถิ่นให้ดีขึ้น ดังนั้นหากอยากเห็นการพิจารณางบโปร่งใสถูกใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพ 28 มิ.ย.นี้เลือกนายชัยวัฒน์ และส.ก.พรรคประชาชน ทั้ง 50 คน 50 เขต หากอยากได้ ส.ก.ในสภา กทม.ที่ทำงานเหมือนน.ส.รักชนก ศรีนอก นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เหมือนกับเพื่อน สส.อีกหลายคน ตนเชื่อว่าเพื่อน ส.ก. มีเจตจำนงเดียวกัน พิจารณางบประมาณกทม.แบบโปร่งใสตรงไปตรงมาแน่นอน
 
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ทีมบริหารของนายชัยวัฒน์ที่พร้อมทำงาน  แต่สิ่งที่นายชัยวัฒน์จะทำได้ไกลกว่านั้นคือการเป็นพ่อเมืองและผู้นำเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลง ที่ตนกล้าการันตีเช่นนี้ เพราะนายชัยวัฒน์ไม่ใช่แค่อัจฉริยะ จบด๊อกเตอร์แล้วไปทำงานที่ญี่ปุ่น แล้วกลับมาทำงานที่แบงค์ชาติ คนอะไรอยู่ดีๆ จะเลือกทิ้งอนาคตตัวเองที่สดใส เงินเดือนสูงๆ มาทำงานการเมือง ไม่เพียงเท่านั้นแต่ครั้งนี้มีตำแหน่งเป็น สส.บัญชีรายชื่ออยู่แล้ว คนอะไรตัดสินใจลาออกมาลงผู้ว่าฯ
   
ด้าน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ทีมบริหารกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน กล่าวตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมากรุงเทพฯ มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ตามครรลองที่ควรจะเป็น แต่ตนอยากเห็นกรุงเทพฯ ที่ท้าทายกว่านี้ ไปไกลกว่านี้ จึงต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่มากๆ โดยขับเคลื่อนเมะกะโปรเจคแก้ปัญหาน้ำท่วมทั้งการสร้างอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ โดยเฉพาะกรุงเทพฝั่งตะวันออก ดังนั้นจึงอยากเห็นผู้ว่าฯ ที่กล้าใช้งบฯ ในการจัดทำอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอน มาที่คลองประเวศบุรีรมย์ ส่วนฝั่งตะวันตกคือ คืออุโมงค์ยักษ์พระยาราชมนตรี รวมถึงโครงการระบบปิดล้อม หรือเขื่อนกั้นน้ำ รอบริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำเขื่อนรอบกรุงเทพ การลอกคลองมากกว่าเดิม การทำเคลื่อนที่คลองสำคัญ เปลี่ยนท่อระบายน้ำขนาดเล็กให้เป็นขนาดใหญ่ ตลอดจนติดตั้งเซนเซอร์ติดตามระดับน้ำและสั่งการอย่างแม่นยำ เป็นต้น
 
“ผู้ว่าฯ คนเก่า วางแผนแบบรูทีนมีตารางชัดเจนมีงบประมาณใช้ แต่ยังไม่พอ ต้องคิดใหญ่กว่านี้ คิดไปไกลกว่าผู้ว่าคนก่อนไม่อย่างนั้นประเทศจะไม่พัฒนาเมืองหลวงก็ไม่ไปข้างหน้า เราต้องการผู้ว่าคนใหม่ ที่กล้าท้าทายกว่า ผู้ว่าคนเก่าสานต่องานของผู้ว่าคนเก่าอย่างเต็มที่ ซึ่งระบบระบายน้ำเป็นเรื่องสำคัญมาก” นายวิโรจน์ กล่าว
 
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ทั้งหมดเรื่องระบบระบายน้ำต้องใช้งบฯ มหาศาล อาจะถึงระดับแสนล้านบาท แต่จำเป็นต้องทำ และต้องทำพร้อมๆ กันทั้งหมดไม่ใช่ทยอยทำ โดยงบฯ ที่จะนำมาใช้นั้นตนมองว่า กรุงเทพฯ สามารถหาเงินได้จาก เริ่มจากผู้ว่าฯ กทม.ต้องกล้าคุยกับผู้ว่าการกระทรวงการคลังเพื่อออกพันธบัตร 20,000 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี ดอกเบี้ย 2-2.5% ไม่เกินนี้ งวดแรกอาจจะเป็น 400 ล้านหรือไปถึงพันล้านเศษๆ ซึ่งตนมองว่าการเสียยดอกอัตรานี้ก็พอๆ กับการชะลอโครงการออกไป แล้วมาทำทีหลัง ซึ่งค่าของ ค่าแรง ต่างๆก็ปรับราคาขึ้นแล้ว ยังไม่นับรวมกับค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากปัญหาน้ำท่วมอีก  นอกจากนี้ยังมีรายได้จากภาษีป้าย ซึ่งผู้ว่าฯ เดิมเก็บได้ 1.3 พันล้านบาท เราปฏิเสธเงินใต้โต๊ะ ที่มีกลุ่มผู้มีอิทธิพลลักลอบจ่ายให้กับข้าราชการบังคมเพื่อจะตีตั๋วเด็กจ่ายภาษีได้ถูก หรือหลบเลี่ยงการจ่ายภาษี ผมเชื่อว่าภาษีป้ายเราน่าจะจัดเก็บได้มากกว่านี้อีก 300 ล้านจาก 1,300 ล้านอาจจะขยับเป็น 1,600 ล้านบาท
 
นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย และแก้ไขพ.ร.บ.บริหารราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อให้สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียบการเข้าพักโรงแรมจากนักท่องเที่ยว 1% เหมือนที่เชียงใหม่สารถทำได้ ซึ่งจะช่วยทำให้มีรายได้จากส่วนดังกล่าวได้ ประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อ ถ้ากวาดล้างส่วยใบอนุญาตขึ้นทะเบียน ดึงโรงแรมเล็กเข้ามาก็อาจจะเก็บได้มากถึง 2 พันล้านบาท และอย่าลืมว่าหากเศรษฐกิจกรุงเทพฯ ดีก็จะมีรายได้เพิ่มจากภาษีมูลค่าเพิ่มอีกซึ่งได้อยู่ 10%
 
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการจัดการขยะ ซึ่งมี 9,000 ตันต่อวัน แต่ใช้วิธีการฝังกลบประมาณ 60-70% และมีปัญหาหารขัดแยกขยะอาหารขยะเปียก ในส่วนนี้เห็นว่า ควรมีการข้อกำหนดให้ผู้ประกอบการอาหาร โรงแรม ต่างๆ ที่สร้างขยะเปียก ต้องแยกขยะ เพื่อจะได้จ่ายค่าจัดการขยะถูกลง หากไม่แยกขยะก็ต้องจ่ายมากขึ้น ส่วนระดับครัวเรือน ทางกรุงเทพฯ ต้องจัดหาถีงขยะสำหรับคัดแยกขยะ บ้านไหนคัดแยก ก็จ่ายค่าขยะถูกลง ไม่คัดแยกก็จ่ายแพงขึ้น หากทำได้จะแก้ปัญหาขยะลดการฝังกลบได้ ส่วนโรงขยะอ่อนนุชที่ส่งกลิ่นเหม็น แต่จะหมดสัญญาประมาณปี 70 มองว่า ควรขออนุมัติจากสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เพื่อยกเลิกสัญญากับผู้ประกอบการ พร้อมจ่ายชดเชยให้ ดีกว่าให้ประชาชนทนกลิ่นเหม็นไปจนถึงหมดสัญญา จากนั้นก็พัฒนาโรงไฟฟ้าที่แลงขยะเป็นพลังงานเชื้อเพลง โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ไร้กลิ่น รวมถึงส่งเสริมให้มันศูนย์รีไซเคิลเปลี่ยนขยะให้เป็นเชื้อเพลิง
 
ส่วนระบบสาธารณสุข ซึ่งทีมบริหารกทม.จะแก้ปัญหาใบส่งตัวให้คนกรุงเทพฯอาจจะขี้โม้เกินไป แต่ทางแก้เบื้องต้นคือเปิดโควต้า ให้ศูนย์บริการสาธารณสุขกทมรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในฐานะสถานพยาบาลปฐมภูมิ อาจเริ่มจากผู้สูงอายุก่อน และผู้ว่าฯ ควรหารือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเกี่ยวกับ การใช้งบประมาณของกรุงเทพฯ อย่างรอบคอบ เพื่ออุดหนุนหรืออุดรอยรั่วการบริหารของสปสช.ได้อย่างไร
 
นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ท้ายที่สุดสำหรับ ส.ก. ซึ่งมีความสำคัญ เพราะผู้ว่าฯ มีหน้าที่คิดนโยบาย แต่ส.ก.คือคนพิจารณาให้งบฯ หากใครก็ตามเป็นผู้ว่าฯ แล้วถูกรายล้อมด้วยส.ก.ที่หากินตบทรัพย์ไปวันๆ คิดแต่จะผ่านงานให้กับผู้รับเหมาพ่อค้าในเครือข่ายของตัวเอง แล้วหวังให้คนเหล่านั้นแบ่งเงินเปอร์เซ็นต์มาให้กับส.ก. และข้าราชการในเครือข่าย ผู้ว่าฯ จะปวดหัวและทำงานไม่ได้ ถ้าทำไม่ไดผู้ว่าฯ ก็จะถูกประชาชนต่อว่า ดังนั้นถ้าได้ส.ก.เฮงซวยเข้าไป โครงการดีๆ ของผู้ว่าฯ จะทำไม่ได้ เพราะจะถูกตัดลดงบฯ  คนเสียโอกาสคือประชาชน ดังนั้นเราต้องแก้ปัญหาทุจริตงบฯ แปรญัตติแบบนี้ ป้องกันไม่ให้โจรสวมสูทเข้าไปเป็นส.ก.ให้ได้ ทางเดียวคือเลือกส.ก. จากพรรคประชาชน ทุกคนทั้ง 50 เขต  
 
“ เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์เอามาทำโครงการที่เป็นประโยชน์กับคนกทม. โครงการต่างๆ ที่ชงให้กับผู้ว่าฯ ต้องมาจากการสำรวจพูดคุยกับประชาชน เป็นโครงการที่ประชาชนอยากเห็นอยากมี ไม่ใช่โครงการที่คิดโดยพ่อค้าเขียน TOR โดยผู้รับเหมาแล้วล็อคสเปคซื้อของซื้ออุปกรณ์ที่ไร้คุณภาพ ราคาแพงมาตบหน้าคนกทม.  นี่คือเหตุผลสำคัญของความแตกต่างระหว่างส.ก.กลุ่มอื่นและส.ก.บางคนที่เป็นอยู่กับส.ก.ของพรรคประชาชน อยากให้สภา โปร่งใสเป็น คอยพิจารณาจ่ายเงินให้ผู้ว่าในโครงการที่ดีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ต้องหักสักบาท แต่ตรงไหนที่แพงเกินจริงก็ปรับลดแบบสมเหตุสมผล ก็ไม่มีทางเลือกอื่น วันที่ 28 มิ.ย.เลือกนายชัยวัฒน์ เป็นผู้ว่าและสก จากพรรคประชาชน” นายวิโรจน์ กล่าว.