จากกรณีที่สื่อโซเชียลได้เสนอข่าวข้อมูลว่ารัฐบาลจะแก้กฎหมายสัญชาติ อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และเปิดช่องให้ผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยภายใต้กฎหมายใหม่เข้ามามีบทบาททางการเมืองในอนาคตนั้น โดยกรมการปกครองยืนยันว่า ได้ดำเนินการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายสัญชาติ เนื่องจากได้รับรายงานความเป็นมาและสภาพปัญหาใน 3 ประเด็น ซึ่งอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากระบบกลางทางกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามที่เสนอไปนั้น
อ่านข่าวต่อ : กรมการปกครองชี้แจงแก้พ.ร.บ.สัญชาติ ไม่เปิดช่องต่างด้าวเล่นการเมือง ยันเกณฑ์รัดกุม

เรียกว่าเป็นกระแสไวรัลขณะนี้ หลังล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. “นันทิวัฒน์ สามารถ” อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้ออกมาอธิบายถึงประเด็นดังกล่าว ระบุข้อความว่า “ดูแลคนไทยให้ดีก่อน พวกนักการเมืองมักมีความคิดสัปดน อยากเป็นสส. อยากเป็นรัฐบาลแทนที่จะทุ่มเททุกอย่างเพื่อคนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ทุกวันนี้คนไทยยังอดอยากยังยากจน​ รัฐต้องเจียดเงินงบประมาณมาทำนโยบายคนละครึ่ง วันนี้กลับมีความคิดสัปดน จะให้สัญชาติคนต่างชาติให้เป็นคนไทย แถมมีสิทธิมีส่วนร่วมทางการเมือง พูดให้ชัดๆ​ ต้องการให้คนต่างด้าวมีสิทธิเลือกตั้ง มันคือมีอะไรแอบแฝง หรือนี่คือการซื้อใจ​ ซื้อเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า โดยไม่ต้องใช้เงินหรือใช้เงินน้อยที่สุด เอาความมั่นคงของประเทศไปเสี่ยง ถามจริงๆ​ คนต่างด้าวต่างชาติที่จะได้สัญชาติไทย”

อย่างไรก็ตาม “จะมีความจงรักภักดีต่อประเทศไทยหรือจะยังรักภักดีต่อประเทศที่เชื้อชาติเดิมของตนเอง ไม่ต้องดูอื่นไกล​ คนไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศ และได้สัญชาติของประเทศนั้นแล้ว​ แต่ยังคงภักดีต่อชาติกำเนิดของตนเอง และคำนึงถึงตลอดเวลาว่าเป็นคนไทย ในอดีตเรามีคนญวนอพยพที่หนีภัยสงครามในเวียดนาม และลี้ภัยมาอยู่ในไทยตลอดแนวชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือ​ แต่ทางการไทยก็ยังถือว่าเป็นญวนอพยพ และพยายามส่งกลับเวียดนามด้วยความสมัครใจ​ แม้ในภายหลังจะมีลูกมีหลานเกิดในไทย​ แต่ทางการไม่ได้ให้สถานะสัญชาติไทย​ และไม่มีสิทธิเลือกตั้ง​ จนถึงเจนเนอเรชันที่สาม​ ทางการถึงได้ให้สัญชาติไทย​ กระบวนการที่ว่านี้​ มากกว่า​ 50​ ปี ทั้งหลายทั้งปวงนี้​ คือ แนวความคิดเรื่องความมั่นคง​ เพื่อให้แน่ใจว่า​ คนเหล่านั้นมีความภักดี​ มีความรู้สึกร่วมกับคนไทย หรือนักการเมืองไม่เห็นปัญหาความขัดแย้ง​ ความรุนแรง​ การปะทะ​ จลาจลระหว่างคนต่างด้าว​ ผู้อพยพกับคนท้องถิ่นเจ้าของประเทศที่เกิดขึ้นหลายประเทศในยุโรป”

ขอบคุณข้อมูลจาก : Nantiwat Samart