สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ว่าคดีความซึ่งยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองซานฟรานซิสโกเป็นคดีแรก ที่ยื่นคัดค้านประกาศของทรัมป์เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน
ทั้งนี้ โจทก์ประกอบด้วยสหภาพแรงงานยานยนต์แห่งสหรัฐ สมาคมศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยแห่งอเมริกา บริษัทจัดหางานพยาบาล และองค์กรทางศาสนาหลายแห่ง ร่วมกันฟ้องร้องว่า อำนาจของทรัมป์ในการจำกัดการเข้าเมือง และขอให้ศาลห้ามฝ่ายบริหารยกเลิกกฎหมายจัดตั้งโครงการวีซ่าเอช1-บี
อนึ่ง คำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ ห้ามมิให้ผู้รับวีซ่าเอช1-บี รายใหม่ ๆ เดินทางเข้าสหรัฐ เว้นแต่นายจ้างจะชำระเงินเพิ่มอีก 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม คำสั่งไม่มีผลบังคับใช้กับผู้ที่ถือวีซ่าชนิดนี้อยู่แล้ว หรือผู้ยื่นใบสมัครก่อนวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา
A healthcare-staffing business and labor unions are suing the Trump administration over the huge new $100,000 fee for H-1B visas https://t.co/f5wor01ZxL
— The Wall Street Journal (@WSJ) October 3, 2025
กลุ่มโจทก์กล่าวว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงโครงการตามกฎหมาย ซึ่งควบคุมโครงการวีซ่า และภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐ ไม่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ภาษี หรือกลไกอื่นเพียงฝ่ายเดียว เพื่อสร้างรายได้ให้กับสหรัฐ พร้อมย้ำว่า อำนาจดังกล่าวถูกสงวนไว้สำหรับสภาคองเกรส
คำฟ้องระบุด้วยว่า คำสั่งของทรัมป์เปลี่ยนโครงการเอช1-บี ให้กลายเป็นโครงการที่นายจ้างต้อง “จ่ายเพื่อเล่น” หรือเป็นการข้อยกเว้นผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งจะมอบให้ตามดุลยพินิจของรมว.ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ซึ่งเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติและการทุจริต
นอกจากนั้น หน่วยงานต่างๆ รวมถึงสำนักงานบริการตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐ สังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ต่างนำนโยบายใหม่มาบังคับใช้ โดยไม่ปฏิบัติตามกระบวนการออกกฎระเบียบ และการรีดไถค่าธรรมเนียม ซึ่งอาจขวัดขวางนวัตกรรมของประเทศ.
เครดิตภาพ : AFP



