เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2568 ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญฯ สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการและส่งเสริม มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ล่าสุดของพะยูนในปี 2568 และการช่วยเหลือเพื่ออนุรักษ์พะยูนของมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ ว่า ปกติการสำรวจจำนวนประชากรของพะยูนจะสำรวจพะยูนทุก ๆ ปี แต่ปี 2568 สำรวจหลายครั้งถี่ขึ้น เนื่องจากพบเห็นพะยูนในทะเลตามจุดต่าง ๆ จึงต้องการทราบสถานการณ์ของพะยูนที่แท้จริง

วิกฤติหญ้าทะเลลดฮวบ พะยูนไทยเสี่ยงสูญพันธุ์ ปีเดียวตายพุ่ง 45 ตัว!

“จากการใช้อากาศยานไร้คนขับหรือโดรนถ่ายภาพทำการสำรวจ สรุปได้ว่าจำนวนพะยูนลดลงมากกว่า 50% หรือลดลงครึ่งหนึ่งจากที่เคยมี จากตัวเลขเดิมสูงสุดที่เคยสำรวจพบในปี 2566 มีพะยูนในทะเลไทยจำนวน 248 ตัว แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียง 114 ตัว”

ดร.ก้องเกียรติ กล่าวว่า การตายของพะยูน สาเหตุหลักมาจากการขาดแคลนหญ้าทะเล เนื่องจากแหล่งหญ้าทะเลในหลายพื้นที่ถูกทำลายสูญหายไป เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก เหตุการณ์นี้เป็นมาตั้งแต่ต้นปี 2567 พบว่าทะเลฝั่งอันดามันมีความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลแห้งผิดปกติ ทำให้หญ้าทะเลในหลายพื้นที่ลดจำนวนลง อีกทั้งมีการทับถมของตะกอนเข้ามาด้วย แหล่งหญ้าทะเลจึงสูญหายไปมากกว่า 20,000 ไร่ เมื่อหญ้าทะเลตายส่งผลกระทบต่อพะยูน เพราะพะยูนกินหญ้าทะเลเป็นอาหารหลัก เมื่อไม่มีหญ้าทะเลเพียงพอทำให้พะยูนขาดอาหารเกิดการป่วยและผอมโซ จึงมีการอพยพไปหากินยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีหญ้าทะเลอยู่ เป็นเหตุให้เราพบพะยูนตามจุดต่าง ๆ ในทะเล

“จังหวัดตรังเป็นพื้นที่ที่มีพะยูนมากที่สุด เราพบว่าปี 2568 พะยูนจากจังหวัดตรังอพยพไปในหลายพื้นที่ รวมถึงตามแนวชายฝั่งทั้งอันดามันตอนบนและตอนล่าง ทำให้พบเห็นพะยูนตามที่ต่างๆ คือมาจากการอพยพเพื่อหาแหล่งหญ้าทะเลหรือหาแหล่งอาหารใหม่นั่นเอง อีกหนึ่งสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้พะยูนตาย มาจากเครื่องมือประมง ส่วนมากเป็นอันตรายจากพวกอวนลอยรวมถึงลอบขนาดเล็ก แม้กระทั่งเชือกของลอบที่ผูกยึดโยงกับตัวทุ่นมีโอกาสพันตัวพะยูนทำให้บาดเจ็บและจมน้ำตายได้ เนื่องจากพะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและหายใจทางปอด ไม่ใช่ทางเหงือกเหมือนปลาทั่วไป ดังนั้น การช่วยเหลือพะยูนในขณะนี้ จึงมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาวิกฤติขาดแคลนแหล่งหญ้าทะเล” ดร.ก้องเกียรติ กล่าว

ดร.ก้องเกียรติ กล่าวต่อว่า มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทำงานอนุรักษ์และช่วยเหลือพะยูน ซึ่งเป็นสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ โดยผ่านกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ใน 2 บทบาท คือ 1.ช่วยเหลือพะยูนเกยตื้นที่ได้รับบาดเจ็บหรือป่วยจากการขาดสารอาหาร โดยนำไปรักษาที่ศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร จังหวัดภูเก็ต ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน แหลมพันวา ศูนย์นี้มีหน้าที่ให้การช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากที่มาเกยตื้น ทำการรักษาแล้วอนุบาลเพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ มูลนิธิฯ จะเข้าไปช่วยประเมินสุขภาพสัตว์ทะเล โดยเฉพาะพะยูน ในเรื่องของสุขภาพว่ามีความอ้วนผอมหรือมีโรคที่อยู่ในธรรมชาติมากน้อยแค่ไหน เป็นการตรวจสุขภาพในธรรมชาติ จากนั้นศูนย์ฯ จะทำการรักษาอนุบาล แล้วปล่อยกลับคืนสู่ทะเล

“2.เร่งฟื้นฟูและปลูกเพิ่มเติมหญ้าทะเล มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ โดยศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน ดำเนินโครงการฟื้นฟูและปลูกหญ้าทะเลบริเวณบ้านบางพัฒน์ ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา เพาะขยายพันธุ์หญ้าทะเลในบ่อดินเนื้อที่ 4 ไร่ คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี จะมีหญ้าทะเลเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า จากนั้นจะเริ่มนำต้นกล้าหญ้าทะเลไปปลูกในพื้นที่เป้าหมายคือจังหวัดตรังและกระบี่ เป็นการเพิ่มปริมาณหญ้าทะเลในพื้นที่ของพะยูน ในอนาคตถ้ามีความพร้อมของพื้นที่จะขยายพันธุ์หญ้าทะเลในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป”

อนุกรรมการฝ่ายวิชาการและส่งเสริม มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่หญ้าทะเล ณ เวลานี้ คาดว่าจะมีประมาณ 100,000 ไร่ ขณะที่ตัวเลขเมื่อปี 2567 มีประมาณ 97,784 ไร่ นอกนั้นเป็นการรณรงค์สิ่งแวดล้อม ไม่ทิ้งสิ่งเป็นมลพิษลงในทะเล และเก็บขยะจากทะเล

“ช่วง 5 ปีต่อจากนี้ คาดหวังว่าจำนวนประชากรพะยูนจะอยู่ในระดับคงที่เมื่อเทียบกับการตายปัจจุบันนี้ (ปี 2568) ที่พบว่ามีพะยูนตายมากถึง 22 ตัว ขณะที่ก่อนหน้านี้มีพะยูนตายระดับ 50 ตัว ถือว่าอัตราการตายในปัจจุบันลดลง ดีกว่าแต่ก่อนเพราะฉะนั้นสรุปว่าถึงแม้จำนวนประชากรพะยูนปัจจุบันจะลดลงจากเดิม 50% แต่โอกาสที่พะยูนจะรอดชีวิตเพิ่มสูงขึ้น ดีกว่าแต่ก่อนพยายามจะทำให้พะยูนคงอยู่และไม่ลดจำนวนน้อยลงไปกว่านี้” ดร.ก้องเกียรติ กล่าว