เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นางยุพิน (สงวนนามสกุล) และนางแหม่ม (สงวนนามสกุล) ตัวแทนสมาคมพุทธวจนในยุโรป พร้อมด้วยนายนิวัติ (สงวนนามสกุล) เดินทางเข้ายื่นเอกสารหลักฐานต่อ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. โดยมีพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เป็นผู้รับเรื่องแทน เพื่อร้องเรียนพฤติกรรมของ “สีกายุ” ที่ถูกกล่าวหาว่าแอบอ้างชื่อสมาคมและบุคคลในวงการศาสนา หาผลประโยชน์ส่วนตัวจากกรณีวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี

นางยุพิน เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2559 หลังจาก สีกายุ ติดต่อมายังสมาคมพุทธวจนในยุโรป อ้างว่าเป็นตัวแทนจาก “ภิกขุ” เพื่อดำเนินโครงการเผยแผ่พระธรรมคำสอน “น้อมนำพระธรรมคำสอนตามหลักพุทธวจนสู่ภาคพื้นยุโรป” ซึ่งได้รับความสนใจจากสมาคมพุทธวจนในหลายประเทศที่ต้องการมีวัดและศูนย์เผยแผ่ธรรมะในพื้นที่ของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ในการจัดโครงการแต่ละครั้ง สีกายุ เป็นผู้ประสานงานหลัก โดยแจ้งกับสมาคมแต่ละประเทศว่าหากต้องการนิมนต์พระไปเผยแผ่พระธรรม ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดของคณะพระที่เดินทาง 4 รูป รวมถึงค่าเครื่องบิน ที่พัก และอาหาร พร้อมกำหนดเงื่อนไขว่าสถานที่พัก ยานพาหนะ และสถานที่จัดกิจกรรมต้องดีที่สุด ขณะเดียวกันแต่ละสมาคมต้องร่วมกันเรี่ยไรเงินจัดงานด้วยตนเอง

“แต่ทุกครั้ง สีกายุ มักอ้างต่อสาธารณะว่าเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งที่ความจริงเป็นเงินที่สมาคมแต่ละประเทศรวบรวมกันมา” นางยุพิน กล่าว และว่า หลังเสร็จสิ้นกิจกรรม สีกายุจะเป็นผู้นำเงินบริจาคทั้งหมดกลับไป โดยอ้างว่าเป็นเงินถวายพระ และมักให้ผู้จัดทำหนังสือปวารณาถวายกับพระสงฆ์ก่อนเก็บเงินกลับไปเอง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมของสีกายุ มีเป้าหมายเพื่อสร้างอิทธิพลในเครือข่ายศาสนาในยุโรป โดยวางตัวเองเป็น “ศิษย์เอก” ของพระสายพุทธวจน เพื่อให้ทุกกิจกรรมต้องดำเนินการผ่านตนเท่านั้น หากมีผู้ใดจัดกิจกรรมโดยไม่ผ่าน ก็จะพยายามล้มงานนั้นเพื่อเข้าไปแทนที่
นางยุพิน ยังยกตัวอย่างกรณีของ “น้องออย” ผู้พิการทางการพูดในประเทศเยอรมนี ซึ่งมีจิตศรัทธาต้องการบริจาคเงินกว่า 1 แสนยูโร หรือประมาณ 3.7 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินสร้างวัด แต่กลับถูก สีกายุ โทรศัพท์ไปกดดัน จนน้องออยต้องยุติการบริจาคและถอนตัวจากโครงการ

นายนิวัติ อดีตผู้บริหารบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เดินทางมาดักรอ “สีกายุ” เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อสอบถามกรณีเงินกว่า 10 ล้านบาทที่เจ้านายของนายนิวัติ เคยมอบให้สีกายุไปลงทุนเมื่อปี 2563 แต่ไม่ได้รับคำชี้แจง จึงมาร่วมยื่นข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ในวันนี้ด้วย โดยนายนิวัติ เปิดเผยว่า เจ้านายตนเคยประสบปัญหาทางการเงินและขายที่ดินผืนสุดท้ายเพื่อปลดหนี้สิน เหลือเงินกว่า 10 ล้านบาท และ สีกายุ เข้ามาตีสนิทและชักชวนให้ร่วมลงทุนในหุ้น จนเจ้านายตนไว้ใจและมอบหมายให้ดูแลกิจการแทนในปี 2563 ต่อมาในเดือนเมษายน ปี 2565 หลังเจ้านายเสียชีวิต พบว่าเงินที่ได้จากการขายที่ดิน รวมถึงเงินกู้กว่า 50 ล้านบาท ได้หายไปทั้งหมด ทำให้บริษัทประสบภาวะล้มละลาย และตนถูกประกาศเป็นบุคคลล้มละลายตามไปด้วย
“สิ่งที่เจ้านายสั่งเสียไว้ก่อนตาย คือให้ผมตามหาเงินกว่า 10 ล้านบาทที่ฝากไว้กับสีกายุ เพื่อคืนหนี้และแบ่งให้พนักงานที่ยังเดือดร้อนอยู่ แต่จนวันนี้ก็ยังไม่พบร่องรอยเงินดังกล่าว ผมเพียงอยากทำภารกิจสุดท้ายให้เจ้านาย และชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจว่าผมไม่เคยยักยอกเงินของเจ้านายไป” นายนิวัติ กล่าว
ภายหลังการเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ตัวแทนทั้งสามรายได้ส่งมอบเอกสารหลักฐานประกอบการร้องเรียนให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ พิจารณา เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป



