เคยสังเกตไหมว่าทุกสิ่งที่เราวางลงบนจานอาหาร ไม่ได้สะท้อนถึงแค่รสนิยมการบริโภคเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังบอกเล่าถึงวิถีชีวิต ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ และความรับผิดชอบต่อโลกใบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่วิกฤตสภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น อุบัติการณ์ของโรคไม่ติดต่อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และระบบอาหารโลกกำลังเผชิญกับทางตัน คำถามที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “เราจะบริโภคอย่างไรให้ดีทั้งต่อทั้งสุขภาพของเราและสุขภาพของโลก?”

ล่าสุด The Guardian สหราชอาณาจักร เปิดเผยผลการศึกษาที่ให้คำตอบได้อย่างชัดเจน โดยระบุว่า ‘อาหารเพื่อสุขภาพโลก (Planetary Health Diet – PHD)’ เป็นแนวทางที่ออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นและสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเน้นการบริโภคพืชเป็นหลัก แต่ยังคงเปิดโอกาสให้มีการบริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณที่พอเหมาะ ซึ่งรายงานดังกล่าวชี้ว่า หากทั่วโลกหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินตามแนวทางที่ว่านี้ จะช่วยป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้มากถึง 4 แสนคนต่อวัน พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบอาหารได้เกือบครึ่งหนึ่งภายในปี 2050

แนวคิดพื้นฐานและการประยุกต์ใช้

PHD ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างสุขภาพของคนและสุขภาพของโลกให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ภายใต้บริบทที่ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นแตะ 9.6 พันล้านคนในปี 2050 ลักษณะเด่นของอาหารประเภทนี้คือ ‘ความยืดหยุ่น’ สามารถปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น และผู้บริโภคสามารถเลือกได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่มีผลิตภัณฑ์จากสัตว์และแบบมังสวิรัติ โดยมีจุดร่วมคือการเน้นบริโภคผัก ผลไม้ ถั่ว เมล็ดธัญพืชเต็มเมล็ดในปริมาณที่มากกว่าที่คนส่วนใหญ่บริโภคอยู่ในปัจจุบัน

ข้อมูลจากรายงานระบุว่า ในสหรัฐฯ และแคนาดา ผู้คนบริโภคเนื้อแดงมากกว่าปริมาณที่ PHD แนะนำถึง 7 เท่า ขณะที่ในยุโรปและละตินอเมริกาเกินเกือบ 5 เท่า และในจีนมากกว่า 4 เท่า ในทางกลับกัน บางพื้นที่อย่างแอฟริกาใต้ซาฮารา ที่ผู้คนยังคงพึ่งพาคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก การเพิ่มการบริโภคไก่ ไข่ หรือผลิตภัณฑ์นมเพียงเล็กน้อย อาจช่วยส่งเสริมให้สุขภาพดีขึ้นได้

ความไม่เสมอภาคในระบบอาหารโลก

นอกจากประเด็นด้านสุขภาพแล้ว รายงานฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นถึง ‘ความไม่เป็นธรรม’ ที่เกิดขึ้นในระบบอาหารโลก โดยพบว่า ประชากร 30% ที่ร่ำรวยที่สุด เป็นกลุ่มที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในระบบอาหารมากกว่า 70% ขณะที่ยังมีประชากรถึง 2.8 พันล้านคน ที่ไม่สามารถจ่ายค่าอาหารสุขภาพได้ และอีก 1 พันล้านคน ยังคงเผชิญกับปัญหาการขาดสารอาหาร ทั้งที่ในความเป็นจริง ปริมาณอาหารที่ผลิตทั่วโลกนั้นเพียงพอต่อความต้องการแล้ว

เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ รายงานจึงเสนอมาตรการด้วยกันหลายประการ เช่น การปรับโครงสร้างภาษีเพื่อทำให้อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพมีราคาสูงขึ้น และทำให้อาหารดีต่อสุขภาพมีราคาถูกลง, การควบคุมโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ, การติดฉลากเตือน และการเปลี่ยนเงินอุดหนุนภาคเกษตรกรรมไปสนับสนุนการผลิตอาหารที่ยั่งยืน

ผลกระทบเชิงบวกและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ศาสตราจารย์โจฮาน ร็อกสตรอม (Prof Johan Rockström) หนึ่งในหัวหน้าคณะกรรมการ EAT-Lancet กล่าวว่า สิ่งที่มนุษย์เราวางบนจานอาหาร สามารถช่วยชีวิตผู้คนนับล้าน ลดการปล่อยก๊าซหลายพันล้านตัน หยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างระบบอาหารที่เป็นธรรมได้ ขณะที่ ศาสตราจารย์วอลเตอร์ วิลเลตต์ (Prof Walter Willett) เสริมว่า PHD ไม่ใช่การอดอาหาร แต่เป็นทางเลือกที่ ‘อร่อย ยืดหยุ่น และสะท้อนถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่’

งานวิจัยฉบับนี้เป็นการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญกว่า 70 คนจาก 35 ประเทศ และได้มีการปรับปรุงข้อมูลจากรายงานฉบับปี 2019 โดยผนวกข้อมูลใหม่ๆ ทั้งในด้านโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเลือด มะเร็ง และโรคเสื่อมสมอง ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่า หากทั่วโลกปรับเปลี่ยนมาบริโภคตามแนวทาง PHD อาจช่วยป้องกันการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ถึง 15 ล้านคนต่อปี (ซึ่งยังไม่รวมผลจากการลดภาวะอ้วน)

PHD ยังได้แนะนำปริมาณการบริโภคอาหารที่เหมาะสมในแต่ละหมวด เช่น ผักและผลไม้อย่างน้อย 5 หน่วยบริโภคต่อวัน ธัญพืชเต็มเมล็ด 3-4 หน่วย ถั่วเมล็ดแห้ง 1 หน่วย เมล็ดถั่วหรือถั่วชนิดอื่นๆ 1 หน่วย นม โยเกิร์ต หรือชีส 1 หน่วย ไข่ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์ ไก่ 2 หน่วย ปลา 2 หน่วย และเนื้อแดงเพียง 1 หน่วยต่อสัปดาห์

ดร. มาร์โค สปริงมันน์ (Dr Marco Springmann) หนึ่งในผู้ร่วมจัดทำรายงาน กล่าวว่าแต่ละประเทศมีจุดที่ต้องปรับลดแตกต่างกัน โดยในประเทศรายได้ต่ำอาจต้องลดคาร์โบไฮเดรตบางชนิด แต่ในประเทศร่ำรวยจะเน้นการลดเนื้อสัตว์ น้ำตาล และไขมันอิ่มตัว

สำหรับประเทศไทย งานวิจัยจากศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (NCBI) สหรัฐอเมริกา ระบุว่านับตั้งแต่ปี 1961 จนถึงปัจจุบัน ปริมาณการบริโภคเนื้อ ไข่ น้ำตาล และไขมันอิ่มตัวของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การบริโภคผักกลับลดลงเป็นอย่างมาก ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าแนวโน้มการบริโภคที่ต่างไปจากแนวทางของ PHD สะท้อนถึงพฤติกรรมที่นำไปสู่ความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อ (non-communicable diseases) และการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยก๊าซไนโตรเจน การใช้ที่ดิน และมลพิษทางดินและน้ำ

นอกจากนี้ ‘ภาวะอ้วน’ ยังเป็นอีกปัจจัยที่น่ากังวล เนื่องจากประชากรไทยราว 32% มีภาวะน้ำหนักเกิน และ 9% จัดอยู่ในเกณฑ์อ้วน ส่งผลให้โรคไม่ติดต่อ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง กลายเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตในประเทศ

แน่นอนว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวทาง PHD นั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการปรับภาษี การสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปลูกพืชที่ยั่งยืน การลดการสูญเสียอาหาร การพัฒนาระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงานในห่วงโซ่อาหาร