สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ว่า ทำเนียบเลลีเซออกแถลงการณ์ ว่าประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส เชิญนายเซบาสเตียน เลอคอร์นู นายกรัฐมนตรี เข้าพบ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับ “เสถียรภาพของบ้านเมือง” ซึ่งเลอคอร์นูตอบรับข้อเสนอของมาครง ในการ “เจรจารอบสุดท้ายกับทุกขั้วการเมือง” แล้วรายงานผลให้ผู้นำฝรั่งเศสทราบ ภายในคืนวันพุธที่ 8 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น
▶️ France's President Macron gives outgoing PM Lecornu one last chance https://t.co/VRfcWdHUHn pic.twitter.com/8g5lJedLWD
— FRANCE 24 English (@France24_en) October 6, 2025
หากการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ไม่ว่าด้วยกรณีใดก็ตาม แถลงการณ์ของทำเนียบผู้นำฝรั่งเศสระบุว่า มาครง “จะแสดงความรับผิดชอบ” ซึ่งหมายถึงการยุบสภาแล้วจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ไม่ใช่การลาออกของมาครง ซึ่งยังเหลือวาระในสมัยที่สองอีกประมาณ 18 เดือน
ขณะที่นายกาเบรียล อัตตาล อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเรอแนซองส์ ที่เป็นพรรคสายกลางของมาครง กล่าวว่า “ไม่เข้าใจ” กับการตัดสินใจของผู้นำฝรั่งเศส “ซึ่งทำสิ่งเดียวกันมากถึง 3 ครั้งภายในหนึ่งปี” กล่าวคือ การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และมองว่า “ถึงเวลาต้องทำอย่างอื่นแล้ว” แต่ยืนยันว่า จะเข้าร่วมการเจรจากับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ตามแนวทางของมาครง
???????????? National Rally President Jordan Bardella has called on Emmanuel Macron to dissolve the National Assembly following the resignation of Prime Minister Sébastien Lecornu.
— FRANCE 24 English (@France24_en) October 6, 2025
Take a listen ???? pic.twitter.com/kMsLwMr5Pd
ทั้งนี้ เลอคอร์นู ซึ่งมาครงเพิ่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ที่ผ่านมา ยื่นหนังสือลาออก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังเพียงไม่กี่ชั่วโมง ผู้นำฝรั่งเศสประกาศรายชื่อรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายวิเคราะห์ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า รัฐบาลชุดนี้น่าจะปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่นาน โดยพรรคแนวร่วมแห่งชาติของนางมารีน เลอ แปน และนายจอร์แดน บาร์เดลลา ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดและเป็นแกนนำฝ่ายค้าน วิจารณ์อย่างหนักว่า การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ “ไม่มีอะไรใหม่” และจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ส่วนมาครงเองกำลังเผชิญกับระดับความนิยมที่ตกต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่เจ้าตัวยืนยันจะดำรงตำแหน่งจนครบวาระ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ลาออก จากการไม่สามารถแก้ไขวิกฤติหนี้สาธารณะของฝรั่งเศสได้ ส่งผลให้เพดานหนี้ตอนนี้สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นอันดับสามของสหภาพยุโรป (อียู) รองจากกรีซและอิตาลี.
เครดิตภาพ : AFP



