ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หนึ่งในดราม่าร้อนแรงที่สังคมออนไลน์ต่างจับตามองอย่างต่อเนื่อง สำหรับข้อพิพาทระหว่าง “เม พรีมายา (พิชญ์นรี ตันติวิทย์)” นักธุรกิจและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง กับ อดีตหุ้นส่วนคลินิกเสริมความงาม Dermatige Aesthetice (เดิมคือ PRIMAYA CLINIC) โดยมีใจความสำคัญอยู่ที่สถานะความเป็นเจ้าของหุ้น 25% ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการฟ้องร้องดำเนินคดีหลายข้อหา

ใครคือเจ้าของหุ้นที่แท้จริง?

ใจความสำคัญของความขัดแย้งในครั้งนี้ อยู่ที่การตีความสถานะของหุ้น 25% ซึ่งเริ่มต้นมาจากการร่วมทุนระหว่าง เม พรีมายา, ยาย่า, หมอต่อ และหมอกลาง โดยมีโครงสร้างการถือหุ้นเริ่มต้นที่คนละ 25% และคลินิกเคยทำรายได้สูงถึง 50 ล้านบาทต่อเดือน ก่อนที่ เม พรีมายา จะต้องเผชิญกับคดีความส่วนตัวที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์คลินิกอย่างรุนแรง ทำให้ยอดขายลดลงจากหลักสิบล้านเหลือเพียงหลักล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น

มุมมองของทั้งสองฝ่าย
ฝั่ง เม พรีมายา
เมยืนยันว่าการโอนหุ้นดังกล่าว เป็นการ “ฝากหุ้น” ไว้ชั่วคราวกับหุ้นส่วนที่เหลือเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของคลินิกเท่านั้น และเธออ้างว่ายังคงได้รับเงินปันผลมาโดยตลอด เมื่อคดีส่วนตัวสิ้นสุด เธอจึงต้องการขอหุ้นคืน แต่กลับถูกเสนอทางเลือกคือ 1) ถือ 25% โดยห้ามออกสื่อ หรือ 2) ถือ 12.5% ในนามผู้อื่น (Nominee)
ฝั่งคลินิก
ฝ่ายหุ้นส่วน (นำโดย ยาย่า, หมอต่อ, หมอกลาง) ยืนยันว่าเมเป็นฝ่าย “เสนอขายหุ้น” อย่างเป็นทางการด้วยตนเอง เนื่องจากธุรกิจประสบปัญหาหนักจากข่าวของเธอ และมีการทำสัญญาซื้อขาย พร้อมชำระเงินครบถ้วนในราคาเพียง “หลักแสน” จึงยืนยันว่าเม “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทอีกต่อไป” หลังจากการขายหุ้นดังกล่าว และการเจรจาซื้อหุ้นคืนในภายหลัง เป็นการดำเนินการกับญาติของเม ไม่ใช่ตัวเมโดยตรง

ข้อกล่าวหาและการบานปลายสู่คดีความ

หลังจากเกิดประเด็นโอนหุ้น คลินิกได้ดำเนินการปิดบริษัทเดิม (พริมย่า) และรีแบรนด์ใหม่เป็น Dermatige Aesthetice ภายใต้บริษัทใหม่ (DMT) เพื่อกอบกู้วิกฤตภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของลูกค้า
ข้อกล่าวหาของเม พรีมายา
เมมองว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่าย “ยักยอกผลประโยชน์ร่วม” โดยใช้ฐานลูกค้าและทรัพย์สินเดิมของ PRIMAYA CLINIC เพื่อเปิดบริษัทใหม่
คำชี้แจงของคลินิก
ยืนยันว่าการรีแบรนด์เป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ไม่ได้มีเจตนาตัดขาด และ Dermatige เป็นแบรนด์ใหม่ที่แยกออกมาโดยสิ้นเชิง

การฟ้องร้องดำเนินคดี
“เม พรีมายา” ได้ส่งหนังสือขอตรวจสอบบัญชีในฐานะผู้ถือหุ้นอย่างเป็นทางการ และเมื่อเดินทางไปยังคลินิกตามนัดหมาย กลับถูกหุ้นส่วนเดิมแจ้งข้อหา “บุกรุกสถานที่” โดยมีการเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุ ในทางกลับกัน “เม พรีมายา” ก็ถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมในข้อหา “หมิ่นประมาท” และ “ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” โดยมีการเรียกค่าเสียหายรวมกว่า 5 ล้านบาท

การต่อสู้ผ่านสงครามสื่อ
ทั้งสองฝ่ายนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการของสื่อสาธารณะ เช่น รายการ “โหนกระแส” เพื่อชี้แจงมุมมองของตน โดย เม พรีมายา ได้พยายามเสนอทางออกหลายครั้ง เช่น เสนอขายหุ้นคืน หรือเสนอซื้อหุ้น 75% ที่เหลือ แต่ไม่เป็นผล

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่ได้รับกำลังใจอย่างล้นหลามจากสาธารณะ “เม พรีมายา” ยังได้โพสต์ข้อความหลังเกิดเหตุการณ์ โดยระบุว่า “สิ่งที่เมได้รับในครั้งนี้ มีค่ามากกว่า ‘เงิน 100 ล้านบาท’ ที่ควรจะได้เสียอีก” เพื่อขอบคุณกำลังใจและความเชื่อมั่นจากสังคม ขณะที่ฝั่งหุ้นส่วนคลินิกยืนยันว่ามีเอกสารซื้อขายชัดเจน และพร้อมพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล พร้อมยืนยันว่า “ทองแท้ไม่แพ้ไฟ” แม้จะถูกสังคมคลางแคลงใจ ว่าเธอเป็นฝ่าย “ฮุบบริษัท” หรือไม่

บทเรียนธุรกิจ ความไว้ใจที่ต้องจำ!

ณ ปัจจุบัน ในเดือนตุลาคม 2568 คดีความทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และยังไม่มีคำตัดสินชี้ขาดข้อเท็จจริงทั้งหมดในท้ายที่สุด ว่าฝ่ายไหนจะเป็นอย่างไร

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ดราม่า เม พรีมายา VS Dermatige ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งบทเรียนทางธุรกิจที่สำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในการทำธุรกิจร่วมทุนที่เน้นความไว้วางใจ โดยขาด “ข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่รัดกุม” รวมถึงความสำคัญของการบริหารจัดการวิกฤติภาพลักษณ์ ที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของบริษัทได้..