ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างหนักโดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทนที่กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาวะโลกร้อนได้แปรเปลี่ยนไปกลายเป็นภาวะโลกเดือดเพราะอุณหภูมิโลกได้เพิ่มสูงขึ้นถึง1.5 องศาเซลเซียสเมื่อปี 2567 ภาวะนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแต่เป็นวิกฤตระดับโลกที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเร่งด่วนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการฟื้นฟูป่าไม้และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืนคือแนวทางสำคัญที่ช่วยบรรเทาผลกระทบก่อนที่โลกจะเผชิญกับผลกระทบที่รุนแรงจนยากที่จะฟื้นตัวได้ทันเวลา
การพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงสังเคราะห์หรือe-Fuelsอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่กำลังกลายเป็น“ความหวังใหม่”ที่สามารถจับต้องได้ของทั่วโลกที่สามารถนำมาใช้กับ“รถยนต์สันดาป”โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใดๆ เหมือนกับ รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องใช้แบตเตอรี่แต่เชื้อเพลิงสังเคราะห์สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯได้ทั้งหมดเพราะอย่าลืมว่าในโลกใบนี้มีรถยนต์วิ่งอยู่1,500 ล้านคันหากต้องปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ทั้งหมดเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดย่อมใช้เงินเป็นจำนวนมหาศาล

“e-Fuels” คือ…เชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตขึ้นจากไฮโดรเจนสะอาดและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการอาศัยไฟฟ้าโดยกระบวนการดังกล่าวสามารถเปลี่ยนคาร์บอนที่ถูกดักจับจากปล่องโรงงานหรืออากาศ ให้กลายเป็นน้ำมันดิบสังเคราะห์เพื่อนำไปกลั่นเป็นน้ำมันเบนซินน้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบินที่ใช้ได้กับเครื่องยนต์สันดาปภายในและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมโดยเชื้อเพลิงเหลวประเภทนี้ถูกคิดค้นมานานแล้วแต่ไม่ได้รับความนิยมมากนักไม่ใช่ว่าไม่ดีแต่เป็นปัญหาเรื่องของต้นทุนการผลิตที่สูงที่ส่วนใหญ่มาจากกระแสไฟฟ้าจึงทำให้ต้องจำหน่ายในราคาที่สูงตามไปด้วย
ทั้งนี้เมื่อวันที่29 ก.ย.ที่ผ่านมาคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจากนำโดย “ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน)พร้อมด้วยสื่อมวลชนได้เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยเทคนิคกลางที่เมืองโยโกฮาม่าประเทศญี่ปุ่น ของ เอเนออสโฮลดิ้งส์บริษัทพลังงานรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นเพื่อเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสร้างความแข็งแกร่งเพื่อขับเคลื่อน “ บางจาก”สู่ความมั่นคงทางพลังงานความยั่งยืน และการพัฒนาพลังงานแห่งอนาคตโดยมี “ยูอิชิโร ฟูจิยาม่า” หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของเอเนออส โฮลดิ้งส์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและทีมงานร่วมต้อนรับ

ศูนย์วิจัยเทคนิคกลางของเอเนออสได้จัดตั้งโรงงานสาธิตผลิตe-Fuelsมาตั้งแต่ปี2567โดยใช้กระบวนการแปรรูปไฮโดรเจนจากการแยกโมเลกุลน้ำและดักจับคาร์บอนไดออกไซด์แล้วผ่านกระบวนการผลิตเป็นไฮโดรคาร์บอนสังเคราะห์ซึ่งสามารถใช้แทนน้ำมันจากฟอสซิลได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนเทคโนโลยีเครื่องยนต์โครงสร้างพื้นฐาน หรือระบบนิเวศน์ใดๆช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงดั้งเดิมและเป็นคำตอบในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดโรงงานสาธิตนี้มีกำลังผลิตเริ่มต้น1บาร์เรลต่อวันและได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของรัฐบาลญี่ปุ่นและเริ่มมีการเริ่มทดลองใช้แล้วกับรถบัสรับส่งคนที่งาน“โอซากา เอ็กซ์โป 2025”
“เอเนออส”ยังมีแผนการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องวางโรดแมปไปจนถึงปี2593ด้วยความหวังว่าจะถึงจุดที่ทําให้ราคาพอกันกับน้ำมันเชื้อเพลิงปกติได้ภายในในปี 2583โดยปัจจุบันต้นทุนการผลิตe-Fuels ยังอยู่ที่ประมาณ700 เยนต่อ 1ลิตร ซึ่งแพงกว่าน้ำมันในปัจจุบันถึง7 เท่า
“ชัยวัฒน์” เล่าให้ฟังว่าหากสามารถพัฒนา e-Fuelsให้แข่งขันได้ก็น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายถ้าไปเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่หมดจะกลายเป็นเรื่องใหญ่แต่ถ้าสามารถใช้เชื้อเพลิงสังเคราะห์นี้ซึ่งแค่เปลี่ยนวิธีการผลิตเพื่อได้เชื้อเพลิงเหลวที่มีคุณสมบัติเหมือนกับน้ำมันปกติและสามารถใช้แทนกันได้ปกติและยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงก็น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับยุคที่ต้องเปลี่ยนถ่ายพลังงานแต่ราคาในตอนนี้ยังค่อนข้างแพงสูงกว่า 8-9เท่าของราคาน้ำมันปกติเพราะมาจากเรื่องของค่าไฟซึ่งในการแตกโมเลกุลไฮโดรเจนออกจากโมเลกุลน้ำต้องใช้ไฟฟ้าเยอะมากจึงทำให้มีราคาที่แพงการที่ได้มาเห็นนี้ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะก่อนหน้านี้ 2ปีที่แล้วยังคงเป็นแค่เทคโนโลยีซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามาก

สำหรับสิ่งที่น่ากังวลต้องยอมรับว่าคือเรื่องต้นทุนที่สูง โดยเฉพาะในเรื่องค่าไฟที่ต้องมีราคาถูกมากแบบติดลบ ถึงจะสามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้จึงอาจต้องติดตั้งในพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างในพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมนิคมอุตสาหกรรมหรือในประเทศอื่นที่มีพลังงานสะอาดเกินกว่าจำนวนที่ใช้ภายในประเทศนั้นๆ ทำให้การผลิต e-Fuelsในไทยยังต้องรอดูโอกาส เพราะของเอเนออสนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นลงทุนให้หมดเพียงแค่เอเนออสคิดและวิเคราะห์เพื่อให้เกิดขึ้นให้ได้หากรัฐบาลไทยเข้ามาสนับสนุนเช่นเดียวกับญี่ปุ่นบางจากเองก็พร้อมที่จะดำเนินการ
อย่างไรก็ตามในเวลานี้เทคโนโลยีในการผลิตเอทานอลจากไม้เศษกระดาษเก่า ๆ ชานอ้อยหรือวัตถุดิบจากธรรมชาติต่างๆให้เป็นไบโอเอทานอลเจนเนอเรชั่นที่ 2จากปัจจุบัน ที่ใช้โมลาสหรือกากน้ำตาล ใช้แป้งมันซึ่งถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่1 ที่กำลังมีการศึกษากันอยู่น่าจะเป็นจริงได้เร็วกว่าเพราะเมืองไทยมีเชื้อเพลิงเหล่านี้มากสามารถต่อยอดได้ในยุคของการเปลี่ยนถ่ายพลังงานนี้บางจากและเอเนออสต่างมีมุมมองที่คล้ายกันว่าเชื้อเพลิงที่อยู่ในสถานะของเหลวจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า ดังนั้น…ไฮโดรเจน ยังไม่ใช่คำตอบในเวลานี้เพราะอย่างเชลล์ก็ได้ยกเลิกแผนการผลิตไฮโดรเจนไปแล้วขณะที่ e-Fuelsเองก็ยังคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก10-15 ปีกว่าจะผลิตให้ได้ในเชิงพาณิชย์ที่ค้าขายได้จริง

“ชัยวัฒน์”ทิ้งท้ายไว้ด้วยว่าบางจากได้ศึกษาแนวทางการผลิตพลังงานประเภทต่างๆ เพื่อลดภาวะโลกร้อนและนำไปสู่ความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ทั้งไฮโดรเจนที่ก็ศึกษาอยู่เช่นกันแต่เนื่องจากมีสถานะแก๊สจึงทำให้การขนส่งทำได้ค่อนข้างยากจึงใช้รูปแบบแอมโมเนียแทนซึ่งมีการพูดคุยกันว่าสุดท้ายโลกนี้ไม่มีใครทำอะไรคนเดียวคงมีการร่วมทุนหรือเกี่ยวก้อยร่วมมือกับองค์กรอื่นเช่นเดียวกับเรื่องของยานยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวีที่ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลของธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันมากนักเพราะทุกอย่างมีวัตถุประสงค์เฉพาะของตัวเองรถแต่ละประเภทก็ใช้คนละแบบซึ่งได้เปรียบเทียบไว้เสมอว่าไม่มีอะไรที่เป็นคำตอบเดียวเรื่องเชื้อเพลิงก็เช่นกันน้ำมันในรถต่าง ๆ ยังใช้ไม่เหมือนกันฉะนั้นแบตเตอรี่ก็ไม่ใช่คำตอบเดียวและบางจากเองก็ไม่ได้ถอยเรื่องอีวี โดยมีบริการสถานีชาร์จและจะขยายเพิ่มขึ้นอีก.



