เนื่องใน “วันสายตาโลก” (World Sight Day) ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือนตุลาคมของทุกปี โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 9 ตุลาคม 2568 จักษุแพทย์เตือนประชาชนให้ตระหนักถึงความเสี่ยงโรคจุดรับภาพชัดจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (nAMD: Neovascular Age-related Macular Degeneration) และโรคจุดรับภาพชัดจอตาบวมจากเบาหวาน (DME: Diabetic Macular Edema) ซึ่งเป็นภัยเงียบที่คุกคามการมองเห็น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยโรคเบาหวาน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของนวัตกรรมการรักษาใหม่ ที่สามารถช่วยสนับสนุนผู้ป่วยให้เข้าถึงการดูแลรักษาได้สะดวกขึ้น ลดภาระการเดินทางมาโรงพยาบาล และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

จำนวนผู้ป่วยโรคจอตาในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวานที่มากขึ้น โดยคาดว่ามีผู้ป่วยโรคจุดรับภาพชัดจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (nAMD) ประมาณ 25,500 คน จากประชากรอายุ 50 ปีขึ้นไปกว่า 13.8 ล้านคน โดยการประมาณการนี้เป็นการประมาณการจากการศึกษาในประชากรกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งผลการศึกษาจากผู้เข้าร่วมกว่า 10,788 คน พบว่า ความชุกโดยรวมของโรคจุดภาพชัดเสื่อมในผู้สูงอายุ (AMD) อยู่ที่ 3.0% โดยแบ่งเป็น ระยะแรกเริ่ม (Early AMD) 2.7% และระยะรุนแรง (Late AMD) 0.3% และเมื่อพิจารณาเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยระยะรุนแรง พบว่าเป็น โรคจุดรับภาพชัดจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ ชนิดเปียก (wet AMD หรือ nAMD) ถึง 74.1%
ขณะที่ข้อมูลรายงานผู้ป่วยโรคจุดรับภาพชัดจอตาบวมจากเบาหวาน มีอยู่อย่างจำกัดเช่นเดียวกัน โดยสามารถประมาณการคร่าวๆ ได้จากการศึกษาในโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์ขนาดใหญ่ และเก็บจำนวนการศึกษาผู้ป่วยมากกว่า 1,130 คน พบว่า 34.78% มีภาวะเบาหวานขึ้นจอตา (DR: Diabetic Retinopathy) และอีกรายงานการศึกษาพบว่า 33.68% ของผู้ป่วย DR มีภาวะ DME ดังนั้นเมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกันกับคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทยประมาณ 6.4 ล้านคน จากรายงานของ International Diabetes Federation (IDF) ปี 2025 จะพออนุมานจำนวนโรคจุดรับภาพชัดจอตาบวมจากเบาหวาน ได้ประมาณ 750,000 คน
เพื่อส่งเสริมความรู้และการเข้าถึงการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ได้จัดงานเสวนา “รอบรู้เรื่องโรคจอตา: รักษาการมองเห็นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” โดยได้รับเกียรติจาก นพ.ธนาพงษ์ สมกิจรุ่งโรจน์ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอตาและวุ้นตา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของจอตา สัญญาณเตือน การตรวจคัดกรอง และนวัตกรรมการรักษาที่ช่วยควบคุมโรคและคืนคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วย

นพ.ธนาพงษ์ อธิบายว่า “จอตาเปรียบเสมือนฟิล์มถ่ายรูปของดวงตา ทำหน้าที่รับภาพและส่งสัญญาณไปยังสมอง โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า ‘จุดรับภาพชัด’ (Macula) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของจอตา มีหน้าที่สำคัญในการมองเห็นรายละเอียด เช่น การอ่านหนังสือหรือจดจำใบหน้า โรค nAMD และ DME จะเข้าไปทำลายจุดรับภาพชัดโดยตรง ส่งผลให้การมองเห็นส่วนกลางเสียหายถาวรได้ กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก”
หากจะกล่าวถึงโรคจุดรับภาพชัดจอตาบวมจากเบาหวาน อาจจะต้องเริ่มต้นจากโรคเบาหวานขึ้นจอตา (DR: Diabetic Retinopathy) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากโรคเบาหวานโดยตรง ซึ่งส่งผลต่อดวงตา เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานจนทำลายเส้นเลือดที่จอประสาทตาซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่รับภาพ
โรคจุดรับภาพชัดจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (nAMD; Neovascular Age-related Macular Degeneration) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แม้ว่าผู้ป่วยโรคจุดรับภาพชัดจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุระยะรุนแรง (Late AMD) จะมีสัดส่วนที่น้อยกว่าระยะแรกเริ่ม แต่โรค nAMD กลับเป็นชนิดที่อันตรายและน่ากังวลที่สุด เนื่องจากเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียการมองเห็นอย่างรุนแรงและรวดเร็วเป็นระดับวินาทีได้
นพ.ธนาพงษ์ แนะนำให้สังเกต 4 อาการสัญญาณเตือนโรคทางจอตา ประกอบด้วย 1. การมองเห็นภาพบิดเบี้ยว เช่น เห็นเส้นตรงเป็นคลื่น หรือกรอบประตูหน้าต่างโค้งงอ 2. มีจุดดำหรือเงาดำบังกลางภาพ ทำให้การมองเห็นส่วนกลางหายไป 3. ความสามารถในการมองเห็นลดลง ต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นในการอ่านหนังสือ หรือแยกแยะความแตกต่างของสีได้ยากขึ้น 4. การมองเห็นแย่ลงอย่างรวดเร็ว “ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการในระยะแรก หรือเข้าใจผิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของสายตา ตามวัย หากปล่อยไว้โดยไม่ตรวจรักษา อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวร” นพ.ธนาพงษ์ กล่าว

การวินิจฉัยโรคจอตาในปัจจุบันเริ่มต้นจากการใช้เครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ป่วยมองเห็นภาพความผิดปกติในดวงตาของตนเองได้อย่างชัดเจน เช่น ภาพถ่ายจอตา (Fundus Photography) และภาพถ่ายจอตาแบบมุมกว้างพิเศษ (Ultra-widefield Imaging) ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงภาวะต่างๆ เช่น เส้นเลือดผิดปกติ หรือจุดเลือดออกในจอตา ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงปัญหาและตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาได้ทันที ร่วมกับการใช้เครื่องมือถ่ายภาพตัดขวางจอตา (OCT: optical coherence tomography) เครื่องตรวจภาพตัดขวางหลอดเลือดของจอประสาทตา (OCTA: optical coherence tomography angiography) และการถ่ายภาพจอประสาทตา ด้วยเทคโนโลยี AI (Deep-Learning AI Retinal Image) ที่จักษุแพทย์สามารถใช้เพื่อการวินิจฉัยเชิงลึก โดยการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ และเริ่มต้นการรักษาโดยเร็ว (Early Treatment) คือหัวใจสำคัญที่สุดที่จะช่วยชะลอหรือหยุดยั้งความเสียหายต่อดวงตา และป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร
สำหรับแนวทางการรักษาที่ได้มาตรฐานคือ การฉีดยาเข้าวุ้นตา (Intravitreal Injection) ในกลุ่มยา Anti-VEGF เพื่อยับยั้งการรั่วซึมของหลอดเลือดและลดอาการบวมบริเวณจุดรับภาพชัด ซึ่งจะช่วยรักษาระดับการมองเห็นไว้ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยโรคจุดรับภาพชัดจอตาบวมจากเบาหวาน การรักษาจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อทำควบคู่ไปกับ การควบคุมโรคประจำตัวอย่างเข้มงวด (Systemic Disease Controlled) ผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวานอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และไขมันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม รวมถึงการปรับเปลี่ยนอาหารการกินด้วย ดังนั้น ความร่วมมือของผู้ป่วยในการมาฉีดยาตามนัดและมีวินัยในการดูแลสุขภาพของตนเอง (Adherence) ถือเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในการรักษา เพื่อให้สามารถควบคุมโรคได้ในระยะยาวและคงการมองเห็นที่ดีไว้ให้ได้นานที่สุด
โรคจุดรับภาพชัดจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (nAMD) และโรคจุดรับภาพชัดจอตาบวมจากเบาหวาน (DME) เป็นภัยเงียบที่คุกคามการมองเห็น แต่สามารถจัดการได้หากตรวจพบเร็วและรักษาอย่างต่อเนื่อง นวัตกรรมยารักษาใหม่ที่ออกฤทธิ์ได้ยาวนานขึ้น ถือเป็นทางเลือกที่สำคัญซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคในระยะยาว และลดภาระการรักษา ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจและรับการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ



