พลตำรวจตรี เอกธนัช ลิ้มสังกาศ ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) และ กตป. ด้านกิจการกระจายเสียง เปิดเผยว่า กตป. ชุดนี้ถือเป็นชุดที่ 4 ที่จะเข้ามาทำงาน เพื่อติดตามประเมินผลการดำเนินงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. ใน 5 ด้าน คือ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม การคุ้มครองผู้บริโภค และการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยวางกรอบการทำงาน ในมิติใหม่ที่ใช้เกณฑ์การประเมินคุณภาพที่เชื่อมโยงกับกระบวนการและนโยบาย ซึ่งการประเมินเชื่อมโยงกับกรอบมาตรฐานที่ โออีซีดี มีเดีย บอร์ด และใช้ประเมินองค์กรกำกับดูแล 6 มิติ ได้แก่ โครงสร้างและธรรมาภิบาลองค์กร อำนาจหน้าที่และขอบเขตการกำกับ กระบวนการและการมีส่วนร่วม ขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและเครื่องมือการกำกับ ผลลัพธ์ของการกำกับ และการกำกับดูแลที่ยึดคุณค่าและหลักการที่พึงประสงค์ โดยร่วมติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เพื่อสะท้อนภาพรวมการทำงานทั้งด้านโครงสร้าง และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในสภาวการณ์ปัจจุบัน

“ด้านกิจการกระจายเสียง จะเน้นเรื่องความโปร่งใสในการจัดสรรคลื่นความถี่และการออกใบอนุญาตของผู้ประกอบกิจการให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน อาทิ ด้านการจัดสรรคลื่นความถี่และการประมูลคลื่นความถี่ในระดับท้องถิ่น ด้านความต้องการของผู้รับใบอนุญาตวิทยุ เอฟเอ็ม ด้านการส่งเสริมเนื้อหาที่หลากหลาย และด้านการยกระดับวิทยุให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะใช้ในการแจ้งเตือนภัยได้อย่างแท้จริง โดยเป้าหมายในปี 68 คือติดตามด้านการอนุญาตโครงข่ายวิทยุในระบบดิจิทัล ด้านการเพิ่มผู้รับใบอนุญาต ด้านการลดสถิติการรบกวนการบิน และด้านเรตติ้งวิทยุ เพื่อผลักดันให้การแข่งขันในกิจการกระจายเสียงไทยเป็นไปอย่างยั่งยืน”
ด้าน พลเอก สิทธิชัย มากกุญชร กตป.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า จะเร่งติดตามปัญหาสําคัญเรื่องการกำกับบริการหลังการควบรวมของผู้รับใบอนุญาตกิจการโทรคมนาคม ปัญหาด้านเอสเอ็มเอสหลอกลวง และคอลเซ็นเตอร์ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความปลอดภัย ซึ่งต้องจัดการเชิงรุก และลดปัญหาความซับซ้อนของระบบร้องเรียนที่ไม่รองรับผู้พิการ ที่เป็นโจทย์ที่ต้องเร่งปรับปรุง เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง โดยจะเร่งสำรวจความเป็นธรรมจากการรับบริการ ติดตามสถิติเรื่องร้องเรียน และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่ายผู้บริโภค ควบคู่กับการส่งเสริม โมบาย ไอดี และทักษะดิจิทัล ให้ผู้บริโภคไทยมั่นใจ ปลอดภัย และเท่าเทียมในยุคดิจิทัล

ดร.พันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา กตป. ด้านกิจการโทรทัศน์ กล่าวว่า มุ่งเน้นการติดตามด้านการจัดสรรที่ชัดเจน ยืดหยุ่น ทันสมัย และประชาชนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม สืบเนื่องจากปัญหาต่อเนื่องคือ การออกใบอนุญาตฯ หลังปี พ.ศ. 2572 มีแนวทางที่ยังไม่ชัดเจน และไม่ยืดหยุ่นต่อเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ รวมทั้งหลักเกณฑ์ Must Carry และ Must Have ที่ต้องทบทวน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างสิทธิผู้ชมและการแข่งขันกันเอง อีกทั้งยังต้องเร่งส่งเสริมเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ การเข้าถึงของผู้พิการ และการใช้ AI เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล จึงกำหนดเป้าหมายในปี พ.ศ. 2568 ไว้ดังนี้ ติดตามประเด็นทีวีชุมชนต้นแบบ การเสริมบทบาทเคเบิลทีวี และใช้งานวิจัยเพื่อออกแบบโครงสร้างโทรทัศน์ไทยในอนาคต ควบคู่กับการผลักดันกฎหมายที่ทันสมัย ส่งเสริม Co-production และการปรับตัวของอุตสาหกรรมสู่ดิจิทัล เพื่อให้โทรทัศน์ไทยก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน
รองศาสตราจารย์ ดร.อุรุยา วีสกุล กตป. ด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า มุ่งเน้นการติดตามด้านการแข่งขันที่เป็นธรรม ประชาชนปลอดภัยในการใช้บริการ และการเข้าถึงการใช้งานได้อย่างเท่าเทียม สืบเนื่องจากปัญหาต่อเนื่อง ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคจากอาชญากรรมออนไลน์ การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาความโปร่งใสในการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันในภาคโทรคมนาคม และการเปิดตลาดให้ผู้เล่นรายใหม่ จึงกำหนดเป้าหมายในปี พ.ศ. 2568 ไว้ดังนี้ ติดตามประเด็นการสร้างโอกาสแก่ผู้ประกอบการรายใหม่ควบคู่กับการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ต และการใช้ประโยชน์จาก USO Net การจัดทำ Spectrum Roadmap เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ การสนับสนุนการใช้คลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างการบรรเทาสาธารณภัย และการยกระดับมาตรฐานอุปกรณ์ และกลไกกำกับดูแล เพื่อให้โทรคมนาคมไทยแข่งขันได้ โปร่งใส และปลอดภัยในยุคดิจิทัล
ด้าน น.ส.อิสรารัศมี์ เครือหงส์ กตป. ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กล่าวว่า มุ่งเน้นการติดตามเพื่อสิทธิที่เท่าเทียม ด้านเสรีภาพที่ต้องได้รับการปกป้อง และการสื่อสารเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในทุกกิจการ สืบเนื่องจากรายงานต่อเนื่อง 3 ปีที่ผ่านมา ปัญหาต่อเนื่องคือ การกำกับดูแลด้านการควบรวมกิจการโทรคมนาคมและบริการอินเทอร์เน็ตที่ต้องป้องกันการผูกขาด และส่งเสริมสิทธิของประชาชนอย่างสมดุล รวมถึงการจัดการอาชญากรรมไซเบอร์ที่ต้องบูรณาการเป็นวาระแห่งชาติ ขณะเดียวกัน สิทธิของผู้พิการและกลุ่มเปราะบาง ยังต้องได้รับการสนับสนุนด้านบริการดิจิทัล และโครงการ USO เพื่อเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียม จึงกำหนดเป้าหมายในปี พ.ศ. 2568 ไว้ดังนี้ ติดตามตามแผนให้มีการบริการพื้นฐานที่ทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ตรวจสอบด้านมาตรการต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายภายในกรอบเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งมีการประเมินการเข้าถึงและการรู้เท่าทันสื่อของประชาชน และการสำรวจสมรรถนะดิจิทัล โดยเฉพาะในกลุ่มคนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้สิทธิขั้นพื้นฐานด้านการสื่อสารที่เป็นของประชาชนทุกคน



