วันนี้ “พรรคภูมิใจไทย” ภายใต้การนำของ “2 น.” คือ “เสี่ยหนู” นายกรัฐมนตรี และ “ครูใหญ่”เนวิน ชิดชอบ ค่อนข้างเนื้อหอม เพราะเป็นรัฐบาลมีทั้ง “อำนาจรัฐ- นโยบายประชานิยม -เสบียงเลือกตั้ง” จึงเป็นจุดหมายของกลุ่มการเมือง “บ้านใหญ่” ที่ไหลเข้ามาแบบประกาศเปิดหน้าแล้ว อาทิ “กลุ่มมะขามหวาน” ของนายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตรมว.คมนาคม ตระกูล “รัตนเศรษฐ”บ้านใหญ่โคราช หรือกลุ่มของเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ กลุ่มของสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงกลุ่ม สส.บิ๊กเนม พรรคเพื่อไทย และสส.กลุ่มภาคใต้ ที่อยู่ระหว่างการเจรจาไม่ทับพื้นที่เลือกตั้งกับสส.พรรคภูมิใจไทย
ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทิศทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยในขณะนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายอนุรักษ์จากในอดีต ที่เคยเกิดขึ้นในยุคที่รุ่งโรจน์ของ “บิ๊กตู่ – บิ๊กป้อม” พรรคพลังประชารัฐ ในอดีต ไปสู่เครือข่ายของ “เนวิน–อนุทิน” ที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ ที่วันนี้ได้ ฉายาว่า “ภูมิใจดูด” โดย”เสี่ยหนู” ก็ยอมรับเมื่อถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ถ้าดูดได้ สส.ดีๆ เข้ามารับใช้ประชาชนก็ภูมิใจ ถูกต้องครับ เขาพูดถูก เราเป็นพรรคการเมือง ประตูเราเปิดตลอดเวลา ใครคิดว่าเราสามารถรับใช้บ้านเมืองได้ และหากคิดว่าตัวเองมีศักยภาพ เราก็พร้อมจะเสนอชื่อให้”
นอกจากนี้ยังมี “พลังดูดใหม่” ภายใต้ “ผู้กอง” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่มาแบบเงียบๆ แต่จัดหนัก เช่น กรณี “เสี่ยกุ่ย” ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีตสส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ลาออกจากเพื่อไทย ปุ๊บ มีตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ทันที ทั้งๆ ที่เป็น สส. มาถึง 10 สมัย แต่ปรับ ครม.ทีไร ถูก “เด็กนาย” ปาดหน้าเก้าอี้รัฐมนตรีทุกครั้ง นอกจากนี้พรรคกล้าธรรมยังเป็นพันธมิตรกับพรรคภูมิใจไทยในศึกเลือกตั้งปี 2569 ด้วย
ทางด้าน “เท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ก็ปลุกขวัญลูกพรรค เชื่อมั่นว่าในการเลือกตั้งข้างหน้า เป้าหมายจะได้ 20 ล้านเสียง อาจจะคํานวณเป็นที่นั่งไม่ได้ แต่หากสะท้อนอย่างตรงไปตรงมา ก็จะประมาณ 250 ที่นั่ง
ส่วนพรรคเพื่อไทย “อิ๊งค์” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) เตรียมเปิดเวทีใหม่ชื่อ “เวทีตาดูดาว เท้าติดดิน (Moonshot Forum)” และเปิดตัวเสนอตัวเป็นผู้สมัคร สส. ล็อตแรก 185 คน จากทั่วประเทศ ตั้ง “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็น ผอ.การเลือกตั้ง ประกาศปักธง สส. ไม่ต่ำกว่า 200 ที่นั่ง บวกลบ ร้อยละ 10 ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน ยังอุบไว้ก่อน ไว้ถึงเวลาที่เหมาะสม??
ตรงนี้กลายมาเป็นจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทยทันที เพราะ“อนุทิน” คือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในขณะที่พรรคเพื่อไทยอยู่ในภาวะ “ผีหัวขาด” ไร้ผู้นำ ยังไม่มีใครขายเป็น “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” ส่วน “ผู้นำทางจิตวิญญาณ”อย่าง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ต้องกลับเข้าไปนอนในเรือนจำตามคำสั่งศาลฎีกาฯ ใน “คดีชั้น 14” ออกมาซ่าส์ช่วยหาเสียงไม่ได้ จะทำให้กระแสแผ่ว ไม่มีมนต์ขลังเหมือนเดิม
รวมไปถึง“คลิปอังเคิล” ก็จะถูกเอามาช่วงหาเสียงในเรื่อง การขายชาติ ที่คู่แข่งจะจุดกระแส “ชาตินิยม” เพื่อขยายผล ชิงความได้เปรียบโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ที่จะมีสส. มากที่สุด คือ 133 ที่นั่ง ซึ่งใครที่เป็นแชมป์ภาคอีสาน ก็จะเป็นพรรคอันดับ 1
ดังนั้น “นักเลือกตั้ง” และ “พรรคการเมือง” ต้องตัดสินใจ และปรับเกมอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาฐานเสียงและบทบาททางการเมืองในยุคที่กระแสเปลี่ยนไป โดยมีจุดมุ่งหมายคือการเป็น “รัฐบาล” ให้ได้.



