หลายคนวิตกกังวลว่า กรุงเทพฯ น้ำจะท่วมอีกหรือไม่ เพราะข้อมูลในโซเซียลมีมากมาย ทั้งเรื่องปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อน ทั้งจำนวนพายุที่พัดเข้าไทยที่มีจำนวนเท่ากับปี 54 จนคนเสพข่าวกังวล
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ออกมาสยบข่าวต่างๆ ในโลกออนไลน์ ด้วยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญ พร้อมพาลงเรือสำรวจเขื่อนป้องกันน้ำท่วมเข้าพระนครที่อยู่ตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากส่วนใหญ่น้ำเหนือที่ถูกปล่อยมาจะไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหลัก ป้องกันความตื่นตระหนก และให้ประชาชนที่อาศัยใน กทม. คลายความกังวล

“กทม. เผชิญสถานการณ์น้ำ 3 รูปแบบคือ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำหนุน โดยน้ำฝนคือสิ่งที่ตกในกรุงเทพฯ หากตกหนักมากอาจจะมีพื้นที่บางจุดต้องใช้เวลาระบาย ส่วนน้ำเหนือและน้ำหนุน เรามีการบริหารจัดการที่ดีขึ้นมาก มีองค์ความรู้การบริหารจัดการการระบายน้ำ เชื่อว่าไม่มีเหตุการณ์อะไรที่ต้องน่าเป็นห่วง สถานการณ์อยู่ในจุดที่ควบคุมได้ อยู่ในแผนปฏิบัติการ หากไม่มีพายุเข้ามามาก สถานการณ์ก็น่าจะผ่านพ้นฤดูฝนไปได้ด้วยดี” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุ
ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำหรับการระบายน้ำ ระบุว่า ดำเนินการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย คลองมหาสวัสดิ์ คลองชักพระ และคลองพระโขนง มีความยาวริมตลิ่งประมาณ 88 กม. ซึ่งแบ่งเป็นแนวป้องกันตนเองของเอกชนหรือหน่วยงานอื่น ความยาวประมาณ 3.65 กม. แนวฟันหลอ 4.35 กม. และเป็นแนวป้องกันน้ำท่วมของ กทม. ซึ่งก่อสร้างโดยสำนักการระบายน้ำ ความยาวประมาณ 80 กม.

มีระดับความสูงดังนี้
- ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานพระราม 7 ถึงสะพานกรุงธนบุรี ความสูง +3.50 ม.(รทก.)
- ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานกรุงธนบุรีถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ความสูง +3.25 ม.(รทก.)
- ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าถึงสะพานพุทธฯ ความสูง +3.00 ม.(รทก.)
- ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานพุทธฯ ถึงบางนา ความสูง +2.80 ม.(รทก.)
- ริมคลองบางกอกน้อยและคลองมหาสวัสดิ์ ความสูง +3.00 ม.(รทก.)

ส่วนแนวฟันหลอจากเดิมที่สำรวจพบ 32 จุด ขณะนี้แก้ไขแล้วเสร็จ 22 จุด อาทิ บริเวณข้างวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ป้องกันน้ำไหลเข้าท่วมตลาดวังหลัง, ปรับปรุงแนวรั่วซึมบริเวณโรงเรียนราชินี เขตพระนคร ลดความวิตกกังวลให้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่, แนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนทรงวาด จากท่าเรือราชวงศ์ถึงศาลเจ้าเผยอิง, แนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณศาลเจ้าโรงเกือก เป็นต้น รวมทั้งเรียงกระสอบทรายในจุดฟันหลอที่ยังไม่แล้วเสร็จและช่องเปิดท่าเรือ เพื่อต้านทานแรงดันของมวลน้ำ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ และเตรียมพร้อมเครื่องจักรกลในบริเวณใกล้เคียง เพื่อสูบน้ำฝนหรือน้ำที่อาจรั่วซึมผ่านแนวป้องกันชั่วคราวออกสู่ระบบระบายน้ำหลักด้วย

“เมื่อปี 54 น้ำที่ผ่านลงมาเป็นน้ำที่ไม่ได้ไหลลงมาตามแม่น้ำ แต่เป็นน้ำทุ่งที่ตีโอบพื้นที่เข้ามาเป็นน้ำที่ไม่คาดคิด อีกทั้งยังมีจุดที่น้ำล้นคันกั้นน้ำด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานระบายน้ำ กทม. อธิบายว่า ในปีนั้นคันกั้นน้ำบริเวณปากคลองตลาดมีความสูง 2.5 เมตร แต่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูง 2.53 เมตร จึงทำให้เกิดเหตุน้ำล้นคันไหลเข้าท่วม หลังจากเหตุการณ์นั้น กทม. ก็ดำเนินการปรับปรุงแนวคันกั้นน้ำโดยเพิ่มความสูงขึ้นตลอดแนวอีก 0.5 เมตร ซึ่งเป็นความสูงที่มากกว่าระดับน้ำสูงสุดของปี 54 ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก ถึงแม้น้ำเหนือในเขื่อนจะใกล้เคียงกับปี 54 แต่การปล่อยน้ำน้อยกว่าเยอะ มีการบริหารจัดการทยอยปล่อย ก็มั่นใจ แต่ไม่ใช่มั่นใจเฉพาะปีนี้ แต่แสดงถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ทำให้เราดูแลและสร้างความมั่นใจ และเชื่อว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์เหมือนปี 54 ซ้ำ ก็มาจากองค์ความรู้ที่เกิดขึ้น” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำความมั่นใจ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ประมาทให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อม 24 ชม.

ส่วนชุมชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำหรือในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ได้มีการเรียงกระสอบทราย ให้มีความสูงเพียงพอ และสภาพแข็งแรงป้องกันน้ำเอ่อล้น จัดทำสะพานทางเดินชั่วคราว และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่อยู่นอกแนวป้องกันน้ำท่วม ทราบตามตารางน้ำขึ้นน้ำลง จากกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ

อย่างไรก็ตาม ในพื้นกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก นั้น ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคันกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำทั้งจุดที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กทม. และจุดที่อยู่นอกเหนือความรับผิดชอบซึ่งอยู่ตามรอยต่อของจังหวัด เช่น จุดคลองรังสิต จุดคลองมหาสวัสดิ์ ที่กั้นแม่น้ำท่าจีน ส่วนที่อยู่นอกคันที่อยู่ใกล้จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือฝั่งเขตลาดกระบังที่อยู่ติดกับจังหวัดสมุทรปราการ ก็มีการพูดคุยกันตลอดเวลา ทั้งนี้หากสองพื้นที่นี้มีน้ำท่วม กทม. ก็จะชะลอการผันน้ำเข้าพื้นที่ด้วย.

ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน



