เมื่อวันที่ 10 ต.ค.นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ เป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และเจ้าของเพจ “หมอเจด” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า

ทุกวันนี้โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผมเจอคนไข้หลายคนอายุแค่สามสิบปลาย ๆ ก็เริ่มมีติ่งเนื้อหรือก้อนเนื้อในลำไส้แล้ว

แต่ที่น่าตกใจคือไม่ได้กินของแปลกหรือคนในครอบครัวที่มีประวัติเป็นมะเร็งเลย แต่กลับเป็นเพราะพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำทุกวันนี่แหละครับ ที่ค่อย ๆ ทำให้เกิดมะเร็งโดยไม่รู้ตัว มาดูกันว่า 5 พฤติกรรมเสี่ยงที่ว่านี้มีอะไรบ้าง และทำไมถึงควรเริ่มปรับตั้งแต่วันนี้

1.กินเนื้อแดงหรือของแปรรูปบ่อยเกินไป

หลายคนชอบสเต๊ก หมูกรอบ ไส้กรอก หรือเบคอนตอนเช้า แต่อาหารเหล่านี้คือ “ตัวจุดไฟ” ให้เซลล์ลำไส้ต้องทำงานหนักตลอดเวลา เนื้อแดง (เช่น หมู เนื้อวัว) เมื่อผ่านความร้อนสูงจะเกิดสารกลุ่ม HCA และ PAH ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งโดยตรง ส่วนของแปรรูป เช่น ไส้กรอก แหนม แฮม จะมี ไนเตรต และ ไนไตรต์ ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเปลี่ยนเป็น ไนโตรซามีน ซึ่งกระตุ้นเซลล์ลำไส้ครับ ไม่ได้ห้ามนะแต่แค่ปรับกินให้น้อยลงสัปดาห์ละไม่เกิน 2–3 ครั้ง และเลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปรุงสุกด้วยวิธีต้ม หรือนึ่งแทนการปิ้งย่างครับ

2.ชอบกินผักผลไม้น้อย หรือไม่กินเลย

ไฟเบอร์ในผักผลไม้ช่วยให้อุจจาระมีปริมาณพอและขับของเสียออกได้เร็ว ลดสารพิษสะสมที่ผนังลำไส้ แต่คนส่วนใหญ่กินไฟเบอร์เฉลี่ยแค่ 10–12 กรัมต่อวัน ทั้งที่ร่างกายควรได้รับอย่างน้อย 25–30 กรัม! ถ้าเป็นคนไม่ชอบผัก ลองเริ่มง่าย ๆ ด้วยการเพิ่มผักในทุกมื้อให้ได้สัก 1 กำมือ และเลือกผลไม้ที่น้ำตาลไม่สูง เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ชมพู่

3.ชอบกินของปิ้ง ย่าง ทอด

อาหารที่ไหม้เกรียมโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ จะมีสาร อะคริลาไมด์ และ โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน ที่เกิดจากการเผาไหม้ไขมัน สารพวกนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะสะสมและกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุลำไส้ ถ้าห้ามใจไม่ไหวจริง ๆ พยายามตัดส่วนไหม้ทิ้ง และกินคู่กับผักเยอะ ๆ จะช่วยลดการดูดซึมสารอันตรายได้บางส่วนครับ

4.ดื่มน้ำน้อย ไม่ขับถ่ายเป็นเวลา

ลำไส้ของเราเหมือนสายพาน ถ้าขาดน้ำ มันจะเคลื่อนของเสียช้าลง อุจจาระแข็ง ขับถ่ายลำบาก พอของเสียตกค้างนาน ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้เซลล์ลำไส้สัมผัสสารพิษนานขึ้น

บางคนมาด้วยอาการท้องผูกเรื้อรัง 3–4 วันถึงจะถ่ายครั้ง และสุดท้ายกลายเป็นติ่งเนื้อที่ลำไส้โดยไม่รู้ตัว แนะนำเริ่มดื่มน้ำวันละ 6–8 แก้ว และขับถ่ายให้เป็นเวลา โดยเฉพาะตอนเช้า จะช่วยให้ลำไส้ทำงานเป็นจังหวะที่ดีขึ้นมากครับ

5.นั่งนาน ไม่ค่อยขยับตัว

พฤติกรรม “นั่งทำงานยาววันละ 8 ชั่วโมง” โดยไม่ลุกเลย ไม่ใช่แค่ทำให้กล้ามเนื้อแข็ง แต่ยังทำให้การไหลเวียนเลือดและการเคลื่อนไหวของลำไส้ลดลง

เมื่อลำไส้เคลื่อนไหวช้า การขับของเสียก็ช้าไปด้วย เพิ่มโอกาสเกิดการอักเสบและเซลล์ผิดปกติในผนังลำไส้ ผมแนะนำลองตั้งนาฬิกาเตือนให้ลุกเดินหรือยืดตัวทุกชั่วโมงสัก 3–5 นาทีหรือออกกำลังกายเบา ๆ อย่างเดินเร็ว 30 นาทีต่อวัน ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ครับ

มะเร็งลำไส้ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่มันเกิดจาก “พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เราทำซ้ำทุกวัน” แล้วสะสมกันเป็นปี จนกลายเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัว

ฝากหน่อยครับ ลองเริ่มจากสิ่งที่ทำได้เลยวันนี้ ลดของย่าง เติมผักในมื้ออาหาร ดื่มน้ำให้พอ และอย่ากลั้นอุจจาระ อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือนแล้วค่อยหันกลับมาดูแล หากใครมีคำถามคอมเมนต์ไว้ได้เลยนะครับ