กระบวนการรัฐสภามีวาระสำคัญอีกครั้ง โดยระหว่างวันที่ 14-15 ต.ค. 68 จะมีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. … มาตรา 256 แก้ไขเพิ่มเติม 15/1 ซึ่งมีทั้งหมด 3 ฉบับ ของพรรคประชาชน (ปชน.) เพื่อไทย (พท.) และ ภูมิใจไทย (ภท.) โดย พรรคสีส้มเสนอโมเดลแก้ไข รธน. โดยจำนวนผู้ยกร่าง รธน. 35+100 คน มาจาก 2 คณะบุคคล ทำงานคู่ขนาน โดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่าง รธน. จำนวน 35 คน ทำหน้าที่ยกร่าง รธน. มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 70 คน โดยใช้ระบบบัญชีรายชื่อที่ให้ผู้สมัครสมัครเป็นทีม และใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จากนั้น ให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 35 คน แบ่งสัดส่วนตาม สส., สว.และพรรคการเมือง ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภามีทั้งหมดจำนวน 700 คน เท่ากับว่าสมาชิกรัฐสภา 20 คน มีสิทธิรวมตัวกันเพื่อเสนอชื่อกมธ.ยกร่างได้ 1 คน ตามสูตรนี้ สว. จะมีสิทธิกำหนดตัว กมธ.ยกร่างมากที่สุด 10 คน ตามด้วยพรรค ปชน.และพรรค พท.มีสิทธิเสนอชื่อพรรคละ 7 คน โดยพรรค ภท.เสนอชื่อมือยกร่าง รธน.ได้ 3 คน
นอกจากนี้ ให้มีสภาที่ปรึกษาการยกร่าง รธน.จำนวน 100 คน ทำหน้าที่รับฟังความเห็นประชาชนและสะท้อนความเห็นต่อ กมธ. ยกร่าง รธน. มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยใช้ระบบแบ่งเขตที่ให้ผู้สมัครสมัครเป็นรายบุคคล และใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จังหวัดละ 1-5 คนตามจำนวนประชากร
ส่วนสูตร “พรรค พท.” เสนอจำนวนผู้ยกร่าง รธน. 151 คน มาจากคณะบุคคล 2 ชุดหลัก ประกอบด้วยสมาชิกสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) จังหวัด จำนวน 100 คน มีที่มาจากการเลือกของทั้งประเทศรวม 300 คน จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 100 คน ส.ส.ร. คัดเลือก จำนวน 51 คน มาจากการเสนอชื่อจากสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกจากนี้ ให้มีคณะ กมธ.ยกร่าง รธน. 27 คน แบ่งเป็น 14 คนเลือกจาก ส.ส.ร. 151 คน และอีก 13 คนเลือกจากผู้เชี่ยวชาญ ด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์
ขณะที่ “ภท.” เสนอจำนวนผู้ยกร่าง รธน.จำนวน 99 คน มาจาก 2 ประเภท ส.ส.ร. จังหวัด จำนวน 77 คน โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับสมัครผู้ประสงค์จะเป็น ส.ส.ร. จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน ส.ส.ร. ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 22 คน มีที่มาจากภาควิชาการ ด้านนิติศาสตร์ 7 คน ด้านรัฐศาสตร์ 7 คน และผู้เชี่ยวชาญ 8 คน โดยให้ ส.ส.ร. เป็นผู้เลือกบุคคลเป็นกมธ.ยกร่าง รธน.
ด้าน “นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์” สว. ในฐานะโฆษกคณะ กมธ.วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ให้ความเห็นว่า ได้อ่านหมดแล้วทั้ง 3 ร่าง ดังนั้นในการพิจารณารับหลักการวาระที่หนึ่ง ก็คงจะรับทุกร่าง เพราะแต่ละร่างก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย จะบอกว่าร่างใดร่างหนึ่งดีทั้งหมดแล้วเอาไปใช้เลยมันไม่มี ก็ต้องนำมาพูดคุยกันทั้ง 3 ร่างในวาระที่สอง ว่าจะเอาส่วนดีของร่างไหนมาพิจารณา ซึ่งก็เหมือนกับกฎหมายทั่วไป แต่ยังติดใจในร่างของพรรค ปชน. เพราะมีการแก้หมวด 1 หมวด 2 ส่วนตัวไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว และอีกประเด็นคือการเลือก ส.ส.ร. โดยตามคำวินิจฉัยของศาล รธน.ระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่าห้ามเลือกโดยตรงจากประชาชน ซึ่งในร่างของพรรค ปชน.จะมี 2 ประเด็นนี้เป็นหลักที่ติดใจ แต่มีประเด็นอื่นที่ดี ก็อาจจะต้องเอามาใช้บ้าง”
“นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ” รองโฆษกพรรค พท. ให้ความเห็นว่า พรรค พท.พร้อมลงมติรับหลักการในวาระ 1 ทุกฉบับ แม้ในหลักการจะไม่มีปัญหา แต่จุดยืนของพรรค พท. เรามีข้อห่วงใยกับรายละเอียดในร่างของพรรค ภท.ในเรื่องที่มาของ ส.ส.ร. ซึ่งมีจุดอ่อนเรื่องความยึดโยงกับประชาชน ส่วนร่างของพรรค ปชน. แม้ ส.ส.ร.จะมีการปรับให้ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งผู้ร่าง รธน.โดยตรงตามคำวินิจฉัยของศาล รธน. แต่โครงสร้างของสภาที่ปรึกษาการยกร่างฯ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้น อาจถูกผู้หวังขัดขวางกระบวนการ หยิบยกไปยื่นร้องให้ศาล รธน.ตีความได้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการแก้ไข รธน.ถูกยืดเวลาออกไปอีก
“พรรค พท. จึงเห็นว่า ในการลงมติชั้นรับหลักการในวาระที่ 1 นี้ หากสมาชิกรัฐสภาลงมติรับหลักการทั้ง 3 ร่าง พรรค พท.จะเสนอขอให้ใช้ร่างของพรรค พท.เป็นร่างหลักในการพิจารณาต่อในชั้นของกมธ. เพื่อให้ร่างที่จะได้ออกมามีความยึดโยงกับประชาชน และลดความเสี่ยงที่จะถูกยื่นศาล รธน. ตีความในอนาคต” รองโฆษกพรรค พท. กล่าว
ด้าน “น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย” สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรค ภท. พร้อมด้วย นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรค รทสช. และนายอัคร ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์ พรรค พปชร. ร่วมแถลงข่าวหลังการประชุมร่วมรัฐมนตรี สส. และแกนนำกลุ่มโดยน.ส.แนน กล่าวว่า หารือถึงการเตรียมความพร้อมประชุมร่วมรัฐสภา ประเด็นการแก้ไข รธน. โดยจะใช้ร่างของ ภท.เป็นร่างหลัก ไม่มีการแตะหมวด 1 และ หมวด 2
เชื่อว่าเรื่องการแก้ รธน. จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ 3 พรรคใหญ่ ใช้เป็นผลงานในการหาเสียงเลือกตั้ง เพราะมีฐานเสียงบางกลุ่ม ต้องการให้แก้ไข แต่ก็มีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข จึงต้องรอดูในส่วนกระแสต้านกับกระแสหนุน ใครจะดึงแนวร่วมได้มากกว่ากัน
ในที่สุดได้เวลาล้างบางสีแดงในกระทรวงมหาดไทย หรือถ้าพูดตามภาษาของ ภท. ก็อาจเป็นการคืนความเป็นธรรมให้ข้าราชการที่ถูกโยกย้าย โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ จะนำเสนอบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยในตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบ ในวันที่ 14 ต.ค.นี้ โดยนโยบายรอบนี้จะเน้นคืนความยุติธรรมให้เหล่าข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังจากที่ยุคก่อนหน้านี้ เหล่าข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่งถูกเด้งโยกย้ายสลับพื้นที่ บางรายต้องเข้ากรุผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ บางรายย้ายจากจังหวัดใหญ่เกรดเอ ไปเป็นจังหวัดเล็กไกลปืนเที่ยงในลักษณะเกรดซีในข้อหาเป็น “เครือข่ายพรรคการเมืองสีน้ำเงิน” ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้ได้รับการเห็นชอบจาก สส.พื้นที่ และบ้านใหญ่จากทุกภาคแล้ว
ทั้งนี้ เป็นไปตามสัญญาใจที่ได้ประกาศเอาไว้ ในช่วงพรรค ภท. เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สำหรับบัญชีรายชื่อที่จะได้รับการแต่งตั้ง โดยยึดกรอบ ต้องมีตำแหน่งว่าง คือ ผู้ว่าฯ 18 ตำแหน่ง ผู้ตรวจฯ 2 ตำแหน่ง เพื่อรองรับการเปิดสอบ ผู้ว่าฯ และ ผู้ตรวจฯ มือใหม่ป้ายแดงที่ได้ดำเนินการคู่ขนานกันไป อย่างไรก็ตามบัญชีที่จะได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายรอบนี้ประกอบไปด้วย ดังนี้ นายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และให้นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ขึ้นดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแทน
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) จะได้รับการแต่งตั้งไปเป็นผู้ว่าฯ จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แล้วโยกนายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ออกมานั่งอธิบดีกรมการปกครองแทน นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นผู้ว่าฯ จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แล้วให้นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าฯ สมุทรปราการ เป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าฯ จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แล้วให้นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ส่วนนายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้ง เป็นผู้ว่าฯ สมุทรปราการ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้ว่าฯ อุบลราชธานี นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้ว่าฯ นครพนม น.ส.ชุติพร เสชัง ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าฯ นครสวรรค์ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าฯ เชียงราย คาดว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ
นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าฯ สงขลา คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าฯ สงขลา นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อย่างไรก็ตาม บัญชีแต่งตั้งโยกย้าย ยังต้องมีการดำเนินการแต่งตั้งอีกไม่ต่ำกว่า 2 รอบ โดยรอบต่อไป มีกระแสลือสะพัดว่าจะมีการโยกย้ายเก้าอี้เบอร์ 1 ฝ่ายข้าราชการประจำอย่างปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ขณะนี้นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ดำรงตำแหน่งอยู่ นอกจากนี้จะมีการแต่งตั้งข้าราชการประจำในตำแหน่งผู้ว่าฯ 18 เก้าอี้ และผู้ตรวจฯ 2 เก้าอี้ทดแทนตำแหน่งที่เกษียณราชการด้วยในรอบสุดท้าย ตามที่กล่าวไปก่อนหน้านี้
การเสนอแต่งโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทย ครั้งนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงเสียงวิจารณ์ไม่ได้ โดยเฉพาะใน 4 กรมหลัก แต่ก็ขึ้นอยู่กับคำชี้แจง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และรมว.มหาดไทย จะสามารถทำความเข้าใจกับสังคมได้หรือไม่ ไม่ให้ถูกมองในแง่ลบ และเพื่อประโยชน์ในการบริหารงาน.
“ทีมข่าวการเมือง”



