“ณัฐกร” ระบุถึงแนวทางการดำเนินงานของปตท.ว่า ปตท.ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างผลกำไรให้ผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการดูแลบุคลากรภายใน และการส่งต่อคุณค่าทางสังคมอย่างเท่าเทียม โดยตลอดมาได้ทำหน้าที่ส่งมอบความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจผลิตภัณฑ์ปลายนํ้าและเคมีภัณฑ์ เพื่อเชื่อมโยงบทบาทกับการพัฒนาสังคมอย่างสอดคล้อง
พร้อมอธิบายให้เห้นภาพชัดขึ้นว่า การสร้างสุขที่ยั่งยืนเริ่มจากการดูแลบุคลากรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี จากนั้นจึงสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่สมดุลระหว่างชีวิตและงาน (work–life balance) ด้วยแนวทางที่ยืดหยุ่น เช่น การยกเลิกการตอกบัตรเวลา โดยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์จากงานมากกว่าการวัดเวลาทำงาน พร้อมมุ่งพัฒนาทักษะให้ตอบรับต่อบริบทใหม่ และส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้พนักงาน “ทำงานอย่างชาญฉลาดที่สุด” นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในโครงการชุมชน เช่น การปลูกป่า หรือเข้าร่วมพัฒนารายได้กับชุมชนที่มีศักยภาพ เพื่อส่งต่อความสุขสู่สังคมอย่างแท้จริง
ในเชิงกลยุทธ์ ปตท. ยึดมั่นในแนวคิดว่าความยั่งยืนเป็นเงื่อนไขสำคัญของอนาคต ไม่ใช่แค่ทางเลือก โดยให้ “คน” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนองค์กร สังคม และเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ภายใต้ค่านิยมหลัก SPIRIT (Synergy, Performance
Excellence, Innovation, Responsibility for Society, Integrity & Ethics และ Trust & Respect) เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ดังกล่าว ปตท. ได้จัดบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตแก่พนักงานและครอบครัว พร้อมแนวทางเพิ่มสมดุลชีวิตการทำงาน เช่น การกำหนดเวลาทำงานแบบยืดหยุ่น การจัดการความเครียดในสถานที่ทำงาน และการส่งเสริมกิจกรรมกีฬาและสุขภาพ รวมถึงเปิดโอกาสให้มีการจ้างงานผู้พิการ เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมในองค์กร

สำหรับการขับเคลื่อนความยั่งยืนภายนอก ปตท. ดำเนินโครงการปลูกป่า และสร้างศูนย์การเรียนรู้ระบบนิเวศ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยองค์กรได้ดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการพัฒนา 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างธุรกิจใหม่ การเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเดิม การลดผลกระทบเชิงลบ และการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในทุกภารกิจ ปตท. มองว่า ต้องเริ่มจาก “คนเก่ง และ คนดี”
“ณัฐกร” ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้านพลังงาน หรือที่เรียกว่า “ยุคพลังงานเปลี่ยนผ่าน” (Energy Transition) เป็นช่วงเวลาที่องค์กรต้องเผชิญกับความท้าทาย ซึ่งจะรับมือได้ก็ต่อเมื่อมีบุคลากรที่มีความพร้อมและเข้าใจการเปลี่ยนแปลง โดยสถานการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคนในทุกมิติ ทั้งการดูแลสุขภาพกายและใจ การจัดแคมเปญให้คำปรึกษา ตลอดจนการเปิดช่องทางให้พนักงานสามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้อย่างทั่วถึง
ขณะที่โลกและอุตสาหกรรมพลังงานกำลังมุ่งสู่การลดคาร์บอน ปตท. ได้วางกลยุทธ์ “C3 Approach” ประกอบด้วย Climate-Resilient Business, Carbon-Conscious Assets และ Coalition/Co-creation เพื่อส่งเสริมให้ทั้งกลุ่มสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและสอดรับกับแนวทางลดก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ ปตท. ตั้งเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2040 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ภายในปี 2050 โดยมีการกำหนดราคาคาร์บอนภายใน (internal carbon price) ที่ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนในโครงการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น การนำพลังงานหมุนเวียนเข้ามาใช้ และพัฒนานวัตกรรมลดคาร์บอนในธุรกิจหลากหลายหน่วยงาน ภายใต้โครงสร้างกำกับดูแลที่ผสมผสานความรับผิดชอบด้านความเสี่ยง สภาพภูมิอากาศ และกลไกตรวจสอบการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน

ในปี 2567 ปตท. ได้รับการประเมินด้านการจัดการ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงของนํ้าในระดับ “B” และในปีเดียวกันยังได้รับคะแนน ESG ระดับ “AA” ในอุตสาหกรรมนํ้ามันและก๊าซ จากการประเมินของ MSCI รวมทั้งได้รับการจัดอันดับใน SET ESG Ratings ระดับสูงสุด AAA นอกจากนี้ยังเป็นสมาชิกของดัชนี DJSI World และ Emerging Market ติดต่อกัน 13 ปี ในบริบทภาพรวมขององค์กร ปตท. ยังได้รับการจัดอันดับเป็นบริษัทอันดับ 1 ในประเทศไทย และอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการประเมินโดย Fortune Southeast Asia 500 ติดต่อกันสองปี
ทั้งนี้ ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน ปตท. ยังคงเดินหน้าโครงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระยะยาว เช่น การลงนามบันทึกข้อตกลงซื้อ LNG จำนวน 2 ล้านตันต่อปี จากโครงการ Alaska LNG เป็นเวลา 20 ปี เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน
“เรากำลังเปลี่ยนผ่านจากบริษัทพลังงานแบบเดิมสู่การเป็นองค์กรขับเคลื่อนความยั่งยืน ที่สร้างคุณค่าให้กับทุกภาคส่วน ทั้งด้านคน สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ โดยมี “คน” เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน แปลง เพื่ออนาคตที่มั่นคงของประเทศ” ณัฐกรกล่าวทิ้งท้าย.



